วันอังคาร, สิงหาคม 22, 2560

อืออ.. คำถามดี... ทำไม 3จชต.ไม่มีคดี112บ้างหรือ112 ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงอย่างที่กล่าวอ้างกัน



ภาพจากข่าวสด


ทำไม 3จชต.ไม่มีคดี112บ้าง
ถ้าพวกเขาต้องการแยกดินแดน
เขามีอะไรต้องเกรงใจรัฐเดิมอีก
อะไรที่กระแทกความมั่นคงได้เขาต้องทำสิ่
หรือเขาไม่คิดว่านั่นคือยุทธวิธี
หรือ112 ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงอย่างที่กล่าวอ้างกัน


Chainuwat Saiphrom


กลับตาลปัตร... องค์กรภาคประชาสังคมพม่าออกแถลงก่รณ์คัดค้านการดำเนินคดีนักวิชาการไทย



ภาพจาก Pinkaew Laungaramsri


แถลงการณ์ 306 องค์กรภาคประชาสังคมพม่า

กรณี นักวิชาการไทยได้รับหมายเรียกจากตำรวจ จากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับ “งานประชุมนานาชาติไทยศึกษา” เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560

วันที่ 21 สิงหาคม 2560

งานประชุมนานาชาติไทยศึกษา ซึ่งเป็นเวทีประชุมระหว่างประเทศของนักวิชาการที่มีการจัดขึ้นทุก 3 ปี โดยมีเจ้าภาพเป็นมหาวิทยาลัยที่ทรงเกียรติทั่วโลก นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ในปี ค.ศ. 2560 และมีผู้เข้าร่วม 1,224 คน 

เราได้ทราบข่าวร้ายว่าศาสตราจารย์ ดร. ชยันต์ วรรธนะภูติ และคณะอีกสี่คน ได้รับหมายเรียกจากเจ้าพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำเกี่ยวกับบทบาทในการจัดการประชุมครั้งนี้ 

เราเห็นว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการกดขี่ทางวิชาการ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและบรรทัดฐานทางประชาธิปไตย รวมทั้งเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพในการชุมนุม และเสรีภาพในการแสดงออก เราขอประณามการกระทำครั้งนี้อย่างจริงจัง 

เราเห็นว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนของนักวิชาการเพื่อสนับสนุนให้ภาคประชาสังคมของไทย ได้อภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับสังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง ความขัดแย้งข้ามพรมแดน และแสวงหาทางออกจากมุมมองของวิชาการ 

เราขอกระตุ้นให้มีการยกเลิกหมายเรียกที่มีต่อผู้จัดการประชุมครั้งนี้ คือ ดร. ชยันต์ นางสาวภัควดี วีระภาสพงษ์ นายชัยพงษ์ สำเนียง นายนายธีรพล บัวงาม และนายนลธวัช มะชัย โดยทันที เพื่อปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ลงนาม เรายังขอเรียกร้องอย่างจริงจังให้ยุติการข่มขู่เสรีภาพทางวิชาการ

ติดต่อ
Phyu Phyu Thi
+959420015990
Thant Zin
+959422190691

ข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างดร. ชยันต์กับสังคมพม่า
ดร. ชยันต์ มีชื่อเสียงเป็นที่ปรากฏในระหว่างประเทศจากงานวิชาการอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับกลุ่มชายขอบในประเทศพม่าและประเทศไทยเป็นเวลากว่า 40 ปี ท่านได้ร่วมงานจนประสบความสำเร็จกับผู้ชำนาญการระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมในประเด็นต่าง ๆ รวมทั้งกิจการเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนพื้นเมือง การพัฒนาด้านความเป็นอยู่ ที่ดิน การจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาป่าไม้

ที่มา FB

Ae Areewan

...

...

ปชช.-นักวิชาการ-นักศึกษา-นักกิจกรรม-เอ็นจีโอ แห่ให้กำลังใจกลุ่มโดนหมายเรียกกรณีทำกิจกรรมงานไทยศึกษา

(ประชาธรรม)

น้ำตาจะไหล ในยุคไทยแลนด์ 4.0





ในขณะที่อีกฟากนึงของโลก
เค้ามีรถ EV
ร่วมมือกันพัฒนาสถานีชาร์จมาตรฐานกลาง
เริ่มวิจัย Hyperloop
ขุดถนนทดสอบ Boring Company
หรือเตรียมส่งจรวดอย่าง Space X
พัฒนาให้รถขับเองได้ถึง Autonomous Level 5

เราก็กำลังมีรัฐข้าราชการ ที่(เดาว่า)ใช้เวลางานมาทำสิ่งที่ทำให้คุณต้องอึ้ง.......เพราะการแตะตัวกรวดน้ำแบบเดิมอาจจะไม่คัลท์พอ ด้วยระบบใหม่การส่งต่อแบบมีสายจะเยี่ยมกว่าไร้สาย

น้ำตาจะไหล ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่มีผู้นำประเทศมาชวนข้าราชการมาออกกำลังทุกบ่ายวันพุธ (ในเวลาราชการอีกเช่นกัน)

ปรบมือสิครับ


Tesla Club Thailand

...






ธุรกิจฝืด ไม่ฟื้นตามรัฐให้ข้อมูล - 163 บจ.ขาดทุน ชำแหละไตรมาส 2 กำไรทรุดยกแผง (ประชาชาติธุรกิจ)





ธุรกิจฝืด 163 บจ.ขาดทุน ชำแหละไตรมาส 2 กำไรทรุดยกแผง


21 สิงหาคม 2560
ประชาชาติธุรกิจ


สัญญาณเศรษฐกิจไม่ฟื้นทุบกำไร บจ.ในตลาดหุ้นทรุดฮวบ ไตรมาส 2 กำไรสุทธิแค่ 2.2 แสนล้าน ลดลงต่อเนื่อง 11% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 23% จากไตรมาสแรก เผยบริษัทขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่แย่ลงทุกกลุ่ม “ขนส่ง-ไอซีที-ปิโตรฯ-วัสดุก่อสร้าง” ติดลบถึง 163 บริษัท บางกอกแอร์เวย์ส-แอร์เอเชียแจงต้นทุนน้ำมันพุ่ง

จำนวน บจ.ขาดทุนเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากการรวมรวมข้อมูลการนำส่งงบฯของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) งวดไตรมาส 2/2560 ข้อมูลล่าสุดจนถึง 16 ส.ค. 2560 พบว่า ส่วนใหญ่ผลดำเนินงานออกมาน่าผิดหวัง ซึ่งปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะพบว่ามีบริษัทที่ผลประกอบการพลิกเป็นติดลบหรือขาดทุนสุทธิแล้ว จำนวน 163 บริษัท จากที่มีการประกาศผลประกอบการออกมาแล้ว ประมาณ 560 บริษัท ซึ่งถือว่ามีบริษัทที่ผลประกอบการขาดทุนเพิ่มขึ้นกว่า 30 บริษัท จากไตรมาส 1/2560 ที่มีเพียงจำนวน 133 บริษัท และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีจำนวน 143 บริษัท

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานค้าหลักทรัพย์บุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลประกอบการของ บจ. งวดไตรมาส 2 ที่บริษัทมีบทวิเคราะห์ครอบคลุมจำนวน 125 บริษัท หรือคิดเป็น 85% ของมาร์เก็ตแคปทั้งตลาดหุ้น ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าที่คาดไว้ ทั้งนี้ มองว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจบางกลุ่ม อาทิ กลุ่มส่งออก หรือจำนวนนักท่องเที่ยวจะดูดีขึ้น แต่ผลดีที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้กระจายไปยังกลุ่มอื่น ๆ จึงยังทำให้ภาวะเศรษฐกิจยังดูชะลอตัวอยู่ ขณะที่ยังต้องรอลุ้นทิศทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะปรับตัวได้มากน้อยแค่ไหน เพราะกว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับมาคึกคัก ต้องรอผ่านช่วงเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงพระราชพิธีสำคัญของประเทศไปก่อน

บริษัทเล็ก-กลาง-ใหญ่แย่ยกแผง

“กำไร บจ.งวดไตรมาส 2 ดูแย่กว่าที่คาด ขณะที่ช่วงไตรมาส 1/60 กำไรของบริษัทที่ออกมาไม่ดีส่วนใหญ่จะกระจุกตัวในกลุ่มหุ้นขนาดเล็ก ๆ แต่บริษัทขนาดกลาง-ใหญ่ยังออกมาดี แต่ผลประกอบการไตรมาส 2 พบว่า หุ้นทั้งขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ต่างออกมาแย่กว่าที่คาดค่อนข้างมาก และคาดว่าจะมีจำนวนบริษัทที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนเพิ่มมากขึ้น”

นายชัยพรกล่าวต่อว่า ทิศทางกำไร บจ.ในช่วงไตรมาส 3/2560 คาดว่าจะใกล้เคียงจากไตรมาส 2 เพราะปกติแล้วกำไรบริษัทจดทะเบียนจะพีกในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 4 ของทุกปี cซึ่งคาดว่ากำไรโดยรวมปีนี้จะต่ำกว่าที่เดิมคาดการณ์ไว้ระดับ 1 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ กำไร บจ.ไตรมาส 2 ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ยังส่งผลให้บริษัทได้ปรับลดอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ลงราว 2-3% จากระดับ 103 บาทต่อหุ้น เหลือระดับ 100 บาทต่อหุ้น และส่งผลให้เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีนี้ลดลงจากระดับ 1,627 จุด เป็น 1,578-1,580 จุด

5 กลุ่มธุรกิจกำไรทรุดฮวบ

ขณะที่รายงานบทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัสระบุว่า จากที่บริษัทจดทะเบียนได้ประกาศงบฯงวดไตรมาส 2/2560 ออกมาแล้ว ประมาณ 560 บริษัท (ซึ่งคิดเป็น 99% ของมาร์เก็ตแคปทั้งตลาด) โดยมีกำไรสุทธิรวม 2.216 แสนล้านบาท ซึ่งลดลง 11% จากงวดไตรมาส 2/2559 และลดลงราว 23.2% จากงวดไตรมาส 1/2560 ที่ทำกำไรสุทธิรวมกัน 2.85 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ กำไรสุทธิรวมที่ลดลงเป็นผลจากการลดลงจากเกือบทุกกลุ่ม และหากไม่รวมกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พบว่าทำกำไรสุทธิรวมกันได้ 1.649 แสนล้านบาท ซึ่งลดลง 12% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 26.2% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยกลุ่มที่กำไรลดลงมากสุด 5 อันดับแรก คือ 1.ขนส่ง (ส่วนใหญ่ทางอากาศ และทางทะเล) กำไรสุทธิปรับตัวลดลง 48% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 86% จากไตรมาสก่อนหน้า, อันดับ 2.กลุ่มไอซีที ลดลง 42% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 40% จากไตรมาสก่อนหน้า, 3.ปิโตรเคมี ลดลง 7.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 42% จากไตรมาสก่อนหน้า, 4.กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ลดลง 27% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 30% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 5.กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ลดลงประมาณ 29% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และจากไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับกลุ่มที่กำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นมีเพียง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มโรงพยาบาล กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 67.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่ม 44% จากไตรมาสก่อนหน้า, อันดับ 2.พัฒนาอสังหาฯ เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 80% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 3.พาณิชย์ เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมกำไรสุทธิ บจ.ในช่วงครึ่งปีแรกน่าจะทำได้ราว 5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของประมาณการกำไรปี 2560 ที่ประเมินไว้ 9.9 แสนล้านบาท

“แอร์ไลน์” สะดุดต้นทุนน้ำมันพุ่ง

ด้านนายอนวัช ลีละวัฒน์วัฒนา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจของบริษัทปีนี้คงทำกำไรได้ไม่มาก เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น บวกกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ธุรกิจสายการบินมีอัตราการขยายตัวของกำไรลดลง ในส่วนของบางกอกแอร์เวย์สครึ่งปีที่ผ่านมามีรายได้รวม 13,451.2 ล้านบาท ลดลง 2.7% มีกำไรสุทธิ 44.4 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 1,418.3 ล้านบาท หรือ 97% ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

ขณะที่แนวโน้มการแข่งขันของธุรกิจสายการบินในช่วงครึ่งปีหลังยังคงรุนแรงเช่นเดิม เพราะทุกสายการบินต่างเพิ่มที่นั่ง และยังคงนำราคามาเป็นตัวสู้กัน ทำให้ราคาบัตรโดยสารเฉลี่ยลดลง สำหรับบางกอกแอร์เวย์สยังดีที่มีรายได้จากธุรกิจอื่น ๆ อย่างธุรกิจสนามบิน ครัวการบิน บริการภาคพื้น และอาคารคลังสินค้ามาช่วยเสริมในเรื่องการทำกำไร

สำหรับ นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย และไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ครี่งปีที่ผ่านมา AAV มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นราว 5% แต่กำไรสุทธิปรับลดลง 48% เป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559

อย่างไรก็ตาม คาดว่าไตรมาส 3 จะทรง ๆ และไตรมาส 4 น่าจะดีต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกปีหน้า เพราะเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศไทย

นอกจากนี้ ไทยแอร์เอเชียยังวางแผนขยายเส้นทางบินใหม่ด้วยการรุกเปิดตลาดอินเดียเพิ่มขึ้น ทั้งเมืองใหญ่และเมืองรอง เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากเส้นทางอินเดียให้เป็น 15% ในอีก 3 ปีนับจากนี้ จากปัจจุบันที่อยู่ที่ราว 3% เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงจากตลาดเส้นทางจีน ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วนสูงถึง 30% ของรายได้ทั้งหมด โดยเป้าหมายระยะยาวอยากให้มีสัดส่วนรายได้จากตลาดจีนและอินเดีย อย่างละ 20%

ในส่วนไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ บริษัทเตรียมเปิดเส้นทางบินตรงใหม่แบบประจำสู่ยุโรปในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 โดยเน้นแถบยุโรปตะวันออก ซึ่งเป็นจุดหมายที่มีศักยภาพสูงมาก ตั้งเป้าเป็นสายการบินหลักที่เชื่อมต่อยุโรปตะวันออกกับไทยและเอเชีย ขณะที่เส้นทางญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เตรียมกลับไปรุกอีกครั้งในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า หลังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ปลดธงแดงออกจากประเทศไทย

...







ปาล์มน้ำมัน ลำไย สุกร กุ้งขาว ฉุดรายได้ภาคเกษตรติดลบ 2.64% คาดว่าเดือนสิงหาจะลดลงอีก แต่อ้างว่ามีโครงการ 9101 วงเงิน 22,000 ล้านเป็นบัตรเติมเงิน (โครงการยอดฮิตเท่าที่ได้ข่าวคือ ให้ชุมชนเอาเงินไปซื้อขี้วัวขี้ควายมาทำปุ๋ยหมัก โดยจ้างชาวบ้านรายวันๆ ละ 310 บาท ได้ปุ๋ยหมักล้นหลามไปหมด)

นี่แหละครับ ที่มาพร้อมกับข่าวดีสภาพัฒน์ ปรับคาดการณ์จีดีพี 3.7%

Atukkit Sawangsuk

สำหรับผู้ที่จะไปเป็นสักขีพยานกระบวนการยุติธรรม คดีจำนำข้าวยิ่งลักษณ์... ในวันที่ #25สค จะมีการประกาศเขตอำนาจศาลอย่างชัดเจน





ที่มา FB

Bow Nuttaa Mahattana


ทางตำรวจฝากประชาสัมพันธ์มานะคะ โบว์ขอแถมการวิเคราะห์ด้วย

ในวันที่ #25สค จะมีการประกาศเขตอำนาจศาลอย่างชัดเจน จะมีรั้วกั้นประกาศเขตดังกล่าว และมีการจัดพื้นที่ไว้รองรับมวลชนตามภาพ ซึ่งดูแล้วอยู่ไกลจากตัวอาคารศาลฎีกาพอสมควร

คิดว่านัยยะของการประกาศเขตฯที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้ก็เพื่อให้เกิดความเป็นไปได้ในการตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาลต่อประชาชนที่ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณดังกล่าว ความตั้งใจของทางเจ้าหน้าที่คือกันมวลชนให้อยู่ไกลตัวอาคารมากที่สุด อะไรคือเหตุผลก็สุดจะคาดเดา

อย่างไรก็ดี พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ราชการและประชาชนมีสิทธิจะใช้พื้นที่ร่วมกันตราบที่ไม่เป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่น และกฎหมายละเมิดอำนาจศาลนั้นมีเจตนารมณ์เพื่ออำนวยความสะดวกเรียบร้อยในห้องพิจารณา เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีและพิพากษาเป็นไปได้อย่างราบรื่น การกระทำใดๆที่ไม่ขัดกับเจตนารมณ์นี้จึงไม่อาจถือเป็นการละเมิดอำนาจศาลได้ อีกทั้งในวันที่ 25 ก็เป็นวันอ่านคำพิพากษา ไม่น่าจะมีอะไรไปเปลี่ยนแปลงหรือสร้างความไม่สะดวกในการอ่านคำพิพากษาในห้องพิจารณาคดีได้ เท่าที่ผ่านมามวลชนก็สงบเรียบร้อยให้กำลังใจกันตามสิทธิเสรีภาพที่พึงมี ถ้าจะให้แนะนำ อยากให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนแผน และอำนวยความสะดวกประชาชนตามสิทธิที่พึงมีอย่างจริงใจ

นอกจากนี้ โบว์ได้ทราบข่าวจากอีกทางหนึ่งว่าอาจมีการส่งคนมาสร้างสถานการณ์พูดจายั่วยุให้มวลชนเกิดอารมณ์จนปะทะกันเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ต้องควบคุมสถานการณ์ได้ ข่าวนี้ขอไม่ยืนยัน แต่เราคิดว่าไม่ว่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ การดำรงสติและสมาธิอยู่เสมอก็เป็นสิ่งที่ผู้รักประชาธิปไตยพึงกระทำ การยืนหยัดในภาวะที่ถูกรังแกและเสียเปรียบทุกทางต้องใช้สมาธิสูง หากไม่พร้อมควรกันตัวเองออกมาเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ส่วนตัวโบว์เองจะไปอยู่ที่นั่นเพื่อเป็นสักขีพยานกระบวนการยุติธรรม เครื่องมือสำคัญที่จะผดุงความปกติในสังคม อีกครั้ง.

#เราคือสักขีพยาน
#StandforTheRuleofLaw

...

ไปให้กำลังใจ"ยิ่งลักษณ์ " กันได้นะ

มาตรา 38 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2560

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ที่ตราขึ้นเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือการผังเมือง
หรือเพื่อรักษาสถานภาพของครอบครัว หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์

มาตรา ๓๖ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารถึงกันไม่ว่าในทางใด ๆการตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการใด ๆ
เพื่อให้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกันจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล
หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ


Kantapon Anuwan

...

...

...





วันจันทร์, สิงหาคม 21, 2560

มารู้จัก “แผนกรกฎ 52” เชือดไก่ ให้'ลิง'สยบ





แผนกรกฎ 52 เชือดไก่ ให้'ลิง'สยบ ผ่านมาตรา 116


ที่มา ใบแดง.com


ผู้เขียนคอลัมน์หน้า 3 มติชน

หากการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ว่าจะของ นายวัฒนา เมืองสุข ไม่ว่าจะของ นายประวิตร โรจนพฤกษ์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ตามข้อกล่าวหาของ บก.ปอท.

นี่จะกลายเป็น “บรรทัดฐาน”

ไม่เพียงแต่ต่อการวิพากษ์วิจารณ์บนหน้าเฟซบุ๊ก “ส่วนตัว” เท่านั้น หากแต่ยังต่อการวิพากษ์วิจารณ์ในทาง “สาธารณะ” อีกด้วย

การต่อสู้ของ นายวัฒนา เมืองสุข จึงสำคัญ

ยิ่งการต่อสู้ของ นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ยิ่งมีความสำคัญเป็นอย่างสูง เพราะว่าในอีกฐานะ 1 เขาเป็นนักข่าว เป็นนักหนังสือพิมพ์

ความจริง การวิพากษ์วิจารณ์ คสช.หรือรัฐบาลมิได้แต่ 2 คนนี้เท่านั้น

ตรงกันข้าม ไม่ว่าตามโซเชียลมีเดีย ทั้งที่เป็นเฟซบุ๊ก ทั้งที่เป็นไลน์ มีการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยน้ำเสียงที่ใกล้เคียงกับ นายวัฒนา เมืองสุข และ นายประวิตร โรจนพฤกษ์ เป็นจำนวนมาก

แล้วทำไมจึงมุ่งแต่เพียง 2-3 คนนี้

การเสนอคำถามเช่นนี้มิได้หมายความว่าจะต้องการให้มีการออก “หมายเรียก” ต่อใครก็ตามที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ คสช.และรัฐบาล

ตรงกันข้าม เป็นการตั้งข้อสงสัยใน “วิจารณญาณ”

เพราะไม่ว่า นายวัฒนา เมืองสุข ไม่ว่า นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ต่างอ้างสิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ที่คุ้มครองทั้ง “พลเมือง” และ “สื่อมวลชน”

หากมองตามความเป็นจริงที่ คสช.และรัฐบาลอยู่ในสถานภาพแห่ง “บุคคลสาธารณะ” การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุด้วยผล และด้วยความสุภาพ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา

เว้นก็แต่ในประเทศที่เป็น “เผด็จการ”

คำยืนยันของ นายวัฒนา เมืองสุข และของ นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ว่าจะยังคงเขียนและโพสต์ข้อความต่อไปจึงคล้ายกับเป็นการท้าทาย

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง คือ การยืนยันในความเป็นเสรีชน

ไม่ว่าในที่สุดแล้ว การลากดึงเอา นายวัฒนา เมืองสุข และ นายประวิตรโรจนพฤกษ์ เข้าไปอยู่ในร่มเงาแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จะมีเป้าหมายใด

เป็นเป้าหมายตามพิมพ์เขียวของ “แผนกรกฎ 52”

เป็นเป้าหมายตามความต้องการที่จะรักษาความบริสุทธิ์ให้กับ คสช.และรัฐบาล โดยไม่ยินยอมให้มีผู้ใดเข้าไปทำให้ระคายเคือง

เป้าหมายทั้งหมดนี้ก็น่าสงสัย

กลายเป็นว่า คสช.และรัฐบาลอยู่ในฐานะที่ “แตะต้องไม่ได้” (อันทัชอะเบิล) กลายเป็นว่ามาตรการเข้มเหล่านี้ออกมาเพื่อปิดปาก

ปิดปากในลักษณะ “เชือดไก่ให้ลิงดู”

เพราะแท้จริงแล้ว เป้าหมายเฉพาะหน้าก็คือ ไม่ต้องการให้มี “มวลชน” เดินทางไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ศาลฎีกาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวนมาก

เพราะแท้จริง เป้าหมายคือทำให้ คสช.และรัฐบาลเหมือน “ไข่ในหิน”

การเชือด นายวัฒนา เมืองสุข อาจต้องการสยบ “นักการเมือง” ฝีปากกล้าในพรรคเพื่อไทย การเชือด นายประวิตร โรจนพฤกษ์ อาจต้องการสยบ “สื่อมวลชน” ที่ทำงานวิพากษ์วิจารณ์

แต่ถามว่า “คุ้ม” หรือ

เพราะว่าแต่ละบาทก้าวของ “แผนกรกฎ 52” ล้วนมิได้หลุดรอดไปจากสายตาของสังคม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งๆ ที่ปากบอกว่าจะ “พัฒนา” ไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0”

ที่มาของเนื้อหา : www.matichon.co.th

ooo

...

...



บิ๊กตุ่นสัญจรไปสะออดที่โคราช เน้นจัดฉากยุทธศาสตร์ถ่างขาอยู่ยืด ๒๐ ปี

ที่จริงก็เบื่อนะ เบื่อจะตาย (ห่) ต้องมาเขียนถึงคำพูดของหัวหน้าผู้ครองเมืองไม่เว้นแต่ละวัน แต่เพราะการพูดเกือบทุกครั้งของเขาเต็มไปด้วยถ้อยสำนวนอวดอ้าง ยกหางตนเอง

ซ้ำร้ายจะเมินเสียไม่ได้เมื่อรายละเอียดส่วนใหญ่ถ้าไม่ยกเมฆก็ฝันเฟื่องมโน อย่างซ้ำซากเป็นวาทกรรมสำเร็จรูปเสียจนบอกได้ว่า มันคือยุทธวิธีหลอกลวงประชาชนแบบด้านๆ ดื้อๆ ไม่ยี่หระว่าจะมีคนจับผิดได้เพียงไหน

อย่างเช่นตอนนี้ที่ยก ครม.ไปสัญจรโคราช อ้างว่า “ให้ความสำคัญกับภาคอีสาน...เพื่อจะแก้ปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งปัญหาหลักคือหนี้สินครัวเรือนที่ตัวเลขมากกกว่าจีดีพีของประเทศ”

นอกเหนือจากออดอ้อนเกิดที่ค่ายสุรนารี “เป็นลูกหลานของอีสาน พ่อเป็นทหาร แม่เป็นคนชัยภูมิ...ไม่เคยลืมว่าเป็นลูกหลานของที่นี่ และจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น


สองวันก่อนหน้านี้ได้คุยปูพรมโคมลอยเอาไว้แล้วเกี่ยวกับตัวเลขจีดีพี “โดยรวมแล้ว GDP ของประเทศในไตรมาส ๑ ของปีนี้เป็นบวก ๓.๓% ซึ่งทางสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะชี้แจงรายละเอียดต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดถึงการใช้ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน จะให้ผลงามหรู ขอให้รอดูกันไป จนครบยุทธศาสตร์ถ่างขาอยู่ยืด ๒๐ ปี

แต่ที่ไหนได้เป็นที่แน่นอนแล้วว่าไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องปรับลดอัตราจีดีพีลงเหลือแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ถ้วนๆ เท่านั้น

ฉะนั้นราคาคุยของบิ๊กตูบเรื่อง “ผลผลิตภาคเกษตรที่ติดลบ ๕.๓% จะกลับมาเป็นบวก ๒๐.๑% การลงทุนที่ติดลบ ๒.๒% กลับมาเป็นบวก ๑.๗% การส่งออกที่ย่ำแย่แทบไม่เติบโต กลับฟื้นตัวเป็นบวก ๒.๗%” จึงล้วนยกเมฆทั้งเพ


ไม่เท่านั้นยังหลอกชาวโคราชต่อไปเรื่องรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจริงๆ มีสมรรถนะแค่ความเร็วปานกลาง ว่า “จะยกระดับรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ที่ผ่าเมือง...เพื่อแก้ปัญกาการตราจรคิดติดขัดของชาวโคราช

โดยจะเพิ่มงบประมาณเพื่อการนี้อีก ,๖๐๐ ล้านบาท ก็เนื่องจากวงเงินค่าจ้างผู้รับเหมาจีนบานปลาย ค่าใช้จ่ายมักจะเพิ่มออกไปเสมอหากไม่มีการล็อคสเปคไว้ให้แน่นอน
 
อีกทั้งการที่ รมว.พาณิชย์เผยโครงการอัดเงินสดให้แก่คนจน ใช้บัตรสวัสดิการซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้ากันคนละ ๑๐๐ บาทต่อเดือน จึงเป็นเพียงอ่อยเหยื่อ หรอกให้ตายใจแค่นั้นเอง

ไม่ต่างจากสิ่งที่ประยุทธ์เก็บไปพูดที่โคราชว่าจะมีการ “ส่งเสริมภาคเศรษฐกิจและสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ซบเซา” และจะ “พยายามผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อให้โคราชเป็นศูนย์กลางภูมิภาค ในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความเจริญก้าวหน้า”

ล้วนแต่เป็นสำบัดสำนวนหรูหรา ประกอบการสร้างภาพวิธีทำงานแบบคณะรัฐมนตรีสัญจร เลียนแบบรัฐบาลในอดีตเพียงเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทหารก็ทำเป็น เสร็จแล้วกับเน้นด้านการจัดฉาก “สนธิกำลังร่วมทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครองทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า ๒ พันนาย กระจายลงในพื้นที่”

มีมาตรการรักษาความปลอดภัยให้แก่คณะของนายกฯ แน่นหนาเสียจนนักธุรกิจท้องถิ่นรายหนึ่งซึ่งมุ่งหมายจะได้เสนอแนวคิดชี้แจงปัญหาต่างๆ ของท้องถิ่นบ่นว่าไม่สามารถเข้าถึงได้

เสร็จแล้วเรื่องที่บิ๊กตุ่นใส่ใจเน้นกลับเป็นกรณีโพล อ้างถึงนิดหนึ่งต่อรายงานที่ว่าประชาชน ๓๒% เห็นดีเห็นงามกับการโกง ที่ว่าทำได้ถ้าโกงแล้วเอาไปแบ่งปัน ว่าไม่ถูกต้องเช่นเดียวกับโพลแห่งหนึ่งที่ดันทะลุกลางปล้องออกมา ว่าคะแนนนิยมประยุทธ์ตกลงต่อเนื่อง

ต่อการที่กรุงเทพฯ โพลรายงานเมื่อวันก่อน (๑๙ ส.ค.) ว่าความพอใจในการบริหารงานในฐานะรัฐบาลของประยุทธ์ ตกจาก ๖.๑๙ (เต็ม ๑๐) เมื่อตอนครบสองปี ไปเป็น ๕.๘๓ ช่วงสองปีหกเดือน และพอครบสามปีมาอยู่ที่ ๕.๒๗ เท่านั้น


เป็นเหตุให้ลุงตูบไปสะออดที่โคราชว่า ไม่สน ไม่ใช่ดารา ถึงจะไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา ก็เป็น “ชะตากรรมของบ้านเมือง ซึ่งตนยอมรับ
 
วิธีการพูดแบบนี้เป็นโมเดลตายตัวสำหรับหัวหน้า คสช. ที่ไม่เคยยอมรับผิดใดๆ หากไม่โทษรัฐบาลที่แล้วที่ตนยื้อแย่งอำนาจมา ก็จะโทษภาวะเศรษฐกิจโลกบ้าง การทุจริตของรัฐบาลก่อนๆ บ้าง ทั้งๆ ที่สภาพความเป็นอยู่ถดถอย การทำมาหากินฝืดเคือง ล้วนถั่งถมเข้ามาในช่วงสามปีนี้ทั้งนั้น

หากจะมีโพลบังเอิญสะท้อนอาการถดถอยที่เกิดขึ้นในสังคมขณะประยุทธ์และคณะกำอำนาจอยู่ ไม่ใช่เพราะสื่อหรือใครก็ตามมีความเกลียดชังรังงอนต่อตัวประยุทธ์หรอกนะ ลำพังผู้นำบ้าบอคนเดียวชาวบ้านถือเป็นอารมณ์ขันเสียบ้างก็ได้

ปัญหาอยู่ที่พวกผู้ตามซึ่งคอยพันแข้งเลียขาผู้นำนั่นสิ พวกนี้เป็นเชื้อร้ายสำคัญกัดกร่อนให้เกิดความเสื่อมทรามของบ้านเมืองเช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ มิควรให้โอกาสคนเหล่านี้ได้เป็นผู้ชี้นำสังคมอีกต่อไป

ปีนี้เขาอายุ 20 เขาต่อสู้กับมหาอำนาจของโลก เขาต่อสู้เพื่อเสรีภาพของผู้คน เขาไม่ได้ถูกหลอกใช้ และเขารู้อยู่เต็มอกว่า ชีวิตจะต้องจ่ายราคาอะไร ทำแม้ว่าจะมีเขาคนเดียว ก็ไม่เลิกทำ เขาคือใคร?





ปีนี้เขาอายุ 20
เขาต่อสู้กับมหาอำนาจของโลก
เขาต่อสู้เพื่อเสรีภาพของผู้คน
และเขาไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ
เขาไม่ได้ถูกหลอกใช้
และเขาไม่ได้ผลประโยชน์ส่วนตัวอะไร
เขาไม่ได้อยากดัง (คุณยอมดังวิธีนี้ไหม)
และเขารู้อยู่เต็มอกว่า ชีวิตจะต้องจ่ายราคาอะไร
และเขาก็ทำ และทำไปเรื่อยๆ
ทำแม้ว่าจะมีเขาคนเดียว ก็ไม่เลิกทำ
วันนี้เขาอยู่ในคุกแล้ว
ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน
นานอีก 6-8 เดือน

.
(ขอบคุณภาพจาก #inherview #VoiceTV)

ที่มา FB

ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat

ooo



วันนี้ 20 สิงหาคม ชาวฮ่องกงหลายพันคนออกมาเดินขบวน ประท้วงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่จำคุก Joshua Wong, Nathan Law และ Alex Chow มีการมองว่าคำพิพากษานี้ เป็นการแทรกแซงจากรัฐบาลจีน เพื่อตัดสินทางการเมือง ไม่ให้ลงเลือกตั้ง และเพื่อขู่ขวัญชาวฮ่องกงไม่ให้หือกับระบอบเผด็จการ "It's not a crime to fight against totalitarianism." “การต่อต้านเผด็จการไม่ใช่อาชญากรรม” ผู้ชุมนุมตะโกน “"Release all political prisoners. Civil disobedience. We have no fear. We have no regrets." ประชาธิปไตยไม่มีวันตายครับ
อันนี้มี facebook live หลายอัน ดูย้อนหลังได้ https://www.facebook.com/pg/socrec/videos/?ref=page_internal
Thousands protest in Hong Kong over jailing of democracy activists https://reut.rs/2ihMXfV



Pipob Udomittipong

“กิตติรัตน์”ย้ำรัฐบาลต้องดูแลชาวนา ยืนยันความถูกต้องของโครงการจำนำข้าว





“กิตติรัตน์ ณ ระนอง” คำยืนยันความถูกต้องของโครงการจำนำข้าว
======================

"ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ รู้ว่ามันจะเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ สิ่งที่ผมจะทำคือทำงานอื่นให้น้อยลงแล้วอธิบายสิ่งที่พูดวันนี้ให้มากขึ้นเพื่อต่อสู้กับวาทกรรมทางการเมืองในตอนนี้"

“เราเป็นประเทศซึ่งมีความพร้อมแล้วที่จะจัดสรรทรัพยากรการเงินของประเทศดูแลคนภาคส่วนต่างๆ ได้ การที่เราเลือกจะดูแลคนรายได้น้อย ทั้งกลุ่มคนเมืองและเกษตรกรเราสามารถทำได้ ในเรื่องความพร้อมนั้น ผมยืนยันว่าเราพร้อม จะซื้อเรือดำน้ำก็ซื้อได้ ซื้อหลายลำก็ยังได้ แต่มันอยู่ที่ว่ามีเหตุผลแค่ไหนที่จะซื้อในสายตาคนบริหาร”

------------------- 1 -----------------

ปี 2537 ประเทศไทยมีจีดีพี 3.7 ล้านล้านบาท รายได้จากการส่งออกคิดเป็น 38% ของจีดีพี เรื่องนี้สำคัญเพราะเมื่อเวลาผ่านมาเราเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศขาดดุลการค้า เราลอยตัวค่าเงิน ทำให้นำเข้าแพง-ส่งออกได้ดี ช่วยให้การส่งออกเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประเทศขาดดุลกลายเป็นเกินดุลการค้า

ปี 2543 สัดส่วนการส่งออก ขยับจาก 38 เป็น 68% ของจีดีพี

“เราพึ่งพาการส่งออกตั้งแต่ลอยตัวค่าเงิน เราชินกับเศรษฐกิจดีโดยส่งออกเป็นตัวหนุน ที่น่าสนใจคือ ตอนเริ่มทำหน้าที่ในรัฐบาล คำถามคือ การส่งออกขยับเป็น 70% แล้วยังจะเติบโตไปด้วยการส่งออกจริงหรือ”
จีดีพีประเทศจาก 3.7 กลายเป็น 14 ล้านล้านในปัจจุบัน

“วาทกรรมการเมืองที่เขาพูดกันว่าเสียหายเป็นแสนล้านนั้น เราต้องเข้าใจว่าเรากำลังจะขับเคลื่อนประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่โตถึง 14 ล้านล้าน ดังนั้นการเคลื่อนโดยโครงการระดับร้อยล้าน มันไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจจะขับเคลื่อนได้”

“คำถามคือ เราต้องพึ่งพาการส่งออกไปถึงไหน แล้วมันต้องพึ่งคนซื้อด้วย เราจะไม่พึ่งตัวเองเลยหรือ ให้คนของเรามีกำลังซื้อ มีรายได้ที่ดีขึ้น ไม่ว่าค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานที่มีฝีมือน้อย จนคนจบปริญญา”

--------------------- 2 -------------------

หากดูตัวเลขจากสำนักงานสถิติ พบว่า คนรวยที่สุดรายได้ 26,673 ต่อเดือน คนที่จนที่สุดคือ 1,246 ต่อเดือน จริงๆ มันมีเส้นความยากจน แต่คนจำนวนเยอะมากๆ อยู่ในสถานะ “เกือบจน” เราจึงต้องสนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ

พอคนส่งออกได้ดี เขาได้เงินตราต่างประเทศมาแลกเงินไทย แล้วเงินตราต่างประเทศจะไปอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากภาวะที่เรามีเงินสำรองต่างประเทศน้อย มันก็สะสมมากขึ้นๆ ปรากฏว่า ส่วนเงินบาทที่แลกไปก็นอนในธนาคาร ธปท.เกรงว่าเงินบาทที่ล้นในระบบธนาคารจะเป็นปัญหา ไม่อยากจ่ายดอกเบี้ยจึงดูดเงินออกมาเป็นพันธบัตร มีจำนวน 3 ล้านล้านบาทในช่วงที่ตนทำงาน เอามากอดไว้แล้วจ่ายดอกเบี้ย ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ ทำยังไงไม่ให้แบงก์ชาติต้องดูดมากอดแล้วไม่เป็นภาระกับแบงก์ชาติ

“มันจึงเป็นคำตอบว่าฝ่ายบริหารต้องนำไปบริหารจัดการจะทำเรื่องคมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานก็ทำได้ แต่เรากลัวต้มยำกุ้ง เราเลยไม่กล้าทำอะไร ก่อนต้มยำกุ้งเราเหมือนคนขาดอาหาร แต่พอลอยตัวค่าเงินบาท ส่งออกดี เติบโตดี เรากลายเป็นไม่ผอม แต่เป็นคนอ้วนอุ้ยอ้ายไม่ได้ออกกำลังกาย ปัญหาจึงไม่เหมือนกันการแก้ไขก็แตกต่างกัน”

--------------------- 3 -------------------

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การใช้จ่ายภาครัฐ รัฐบาลมีงบประมาณปีละ 2 ล้านล้านเศษ แต่มีการขาดดุลงบประมาณมาก ก็คือ มีรายได้จากการเก็บภาษีน้อยกว่า รัฐบาลจึงต้องกู้มาชดเชย ซึ่งเป็นเรื่องปกติและมีกรอบของมัน แต่ถ้าขาดดุลมากๆ ก็จะมีหนี้เยอะเกินไป

ก่อนหน้าที่ตนจะมารับหน้าที่ เราขาดดุล 3.5 แสน แล้วขึ้นไปเป็น 4 แสนล้านในช่วงท้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เราก็กู้ 4 แสนล้านเท่ากับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งตนก็เห็นด้วยว่าเยอะเกิน ปีถัดมาจึงลดเหลือ 3 แสนล้าน ปีสุดท้ายปีงบประมาณ 2557 การกู้ลดลงเหลือ 2.5 แสนล้าน โดยมีเป้าหมายว่าเราจะมีงบประมาณสมดุลในปี 2560 นี่เป็นความตกลงระหว่างสำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง

ปี 2557 รัฐบาล คสช. การขาดดุลอยู่ที่ 2.5 แสนล้าน ต่อมาปี 2559 ขาดุลงบประมาณเป็น 3.9 แสนล้าน ปี 2560 ก็ตั้งงบขาดดุลไว้ที่ 3.9 แสนล้าน แต่มีการเสนองบประมาณเพิ่มเติมระหว่างปีอีก 1.9 แสนล้าน โดยระบุว่าจะมีรายได้มา 3 หมื่นล้าน จึงเหลือขาดดุล 1.6 แสนล้าน รวมแล้วปี 2560 จะเป็นการขาดดุลงบประมาณรวมเยอะที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือ 5.5 แสนล้าน

“การที่เศรษฐกิจจะโตได้ก็มาจากการที่เราจ่ายมากกว่าเก็บภาษี ทำแบบนี้มันก็เคลื่อนได้ แต่ถ้ามันโตแบบนี้ มันจะสบายใจไหม”





-------------------- 4 -------------------

ส่วนเรื่องหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เพดานของกระทรวงการคลังแต่เดิมมานั้นกำหนดไว้ที่ต้องไม่เกิน 60% ของงบประมาณ ภาระหนี้ต่องบประมาณหรือการจ่ายดอกเบี้ยเงินต้น เมื่อเทียบกับงบทั้งปีไม่ควรเกิน 15%
ตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ตั้งแต่สมัยผมจนตอนนี้ก็อยู่ที่ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เลวร้าย

ส่วนหนี้สาธารณะตอนต้มยำกุ้ง ที่ผ่านมาไม่มีใครชำระเงินต้น รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยปีละ 7 หมื่นล้านมาตลอด 10 กว่าปี พอรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาก็ให้เริ่มชำระเงินต้นและสร้างระบบในการชำระเงินต้น หนี้ตรงนั้นยังเป็นหนี้สาธารณะอยู่ แต่ไม่ต้องเป็นภาระต่องบประมาณแล้ว เดี๋ยวนี้เงินต้นลดลงไปแล้วกว่า 2 แสนล้าน

การเป็นหนี้เพื่อมาบริหารเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องปกติและไม่ได้เป็นอย่างที่วาทกรรมทางการเมืองพูดกันว่า ต้องใช้หนี้อีกห้าสิบปี เพราะในความเป็นจริงเขาเพียงแต่จ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นนิดหน่อยไปเรื่อยๆ โดยเอาเงินดังกล่าวมาบริหารจัดการให้ประเทศมีรายได้มากขึ้น และการชำระดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับรายได้โดยรวมแล้วมันเป็นสัดส่วนที่เล็กมาก

“เรามีหน้าที่คุมมันให้มันต่ำเมื่อเทียบกับจีดีพี เราไม่จำเป็นต้องใช้หนี้ให้มันหมด โครงการต่างๆ ของคนที่ปั้นวาทกรรมเขาก็ไม่ได้ใช้หนี้ เพียงแต่จ่ายดอกเบี้ย”

----------------- 5 -----------------

“เราเป็นประเทศซึ่งมีความพร้อมแล้วที่จะจัดสรรทรัพยากรการเงินของประเทศดูแลคนภาคส่วนต่างๆ ได้ การที่เราเลือกจะดูแลคนรายได้น้อย ทั้งกลุ่มคนเมืองและเกษตรกรเราสามารถทำได้ เรื่องความพร้อมนั้นผมยืนยันว่า เราจะซื้อเรือดำน้ำก็ซื้อได้ จะซื้อหลายลำก็ได้ แต่มันอยู่ที่ว่ามีเหตุผลแค่ไหนที่จะซื้อในสายตาคนบริหาร”

“การดูแลชาวนาสำคัญอย่างไร ชาวนาและครอบครัวมีจำนวนรวมกันมากกว่าสิบห้าล้านคน ร้อยละ 23 ของจำนวนประชากร เราจึงต้องดูแลเขาให้มีรายได้ที่ดีขึ้นตามสมควร การดูแลด้วยระบบจำนำทำมาสามสิบกว่าปีแล้ว จะจำกัดจำนวน ตั้งเป้างบประมาณหรืออะไรก็เป็นระบบจำนำทั้งนั้น”

“ตอนนี้มีทางเลือกในการจำนำแล้ว ก่อนหน้านั้นเป็นประกันรายได้เกษตรกร มีลักษณะเป็นประกันราคา ถ้าชาวนาไปขึ้นทะเบียนเกษตรกรสำเร็จก็สามารถรับเงินชดเชยได้ ปลูกจริงหรือไม่ก็ไม่เป็นปัญหา สมัยที่ผมยังทำงานมีรายงานของสำนักนายกฯ พบว่าจากภาพถ่ายดาวเทียม มีพื้นที่ที่เป็นนาน้อยกว่ายอดที่มาขึ้นทะเบียนเป็นจำนวนมาก มันตรวจสอบยากมาก รัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงเห็นว่าเป็นช่องโหว่ใหญ่ โครงการรับจำนำต้องเอาข้าวมาแสดง และเราไม่ใช่รัฐบาลแรกที่จะกำหนดราคาสูงกว่าตลาด สูงคืออะไร ชาวนาไม่มีค่าแรงหรือ เมื่อเทียบแล้วจริงๆ เขายังได้รับค่าแรงน้อยกว่าคนทำงานในเมืองด้วยซ้ำ”

“ดังนั้น โครงการรับจำนำข้าวจึงเกิดขึ้น รัฐบาลปัจจุบันจำนำยุ้งฉาง ยุ้งฉางอยู่ไหนก็ไม่ทราบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ชาวนาจำนวนมากไม่มียุ้งฉางแล้ว แล้วใช้วิธีชดเชยช่วยต้นทุนการผลิต สิ่งที่ต้องการให้ชาวนาได้รับคือรายได้ดีขึ้น ไม่ใช่เอาเงินให้แล้วรายได้ไม่ดีขึ้น เพราะให้ไปแล้วราคาข้าวเปลือกอ่อนตัวลง แต่โครงการรับจำนำราคามันไม่อ่อนตัว และตอนทำโครงการ ข้าวมาที่เราแค่เกินครึ่งนิดหน่อย ที่เหลือพ่อค้าแย่งซื้อแข่งกับราคาจำนำ รัฐบาลเลยสบาย”

“สภาพัฒน์เคยทำหนังสือยืนยันมายังคณะรัฐมนตรีว่า โครงการนี้สามารถทำให้ชาวนามีรายได้ดีขึ้น เป็นจำนวนเท่าไร แต่โครงการอื่นไม่สำเร็จ เพราะราคาข้าวไม่จำเป็นต้องสูงขึ้นมันอาจจะอ่อนลงก็ได้”

“มันไม่ใช่โครงการทำขึ้นมาเพื่อให้นายกฯ เขาไม่ได้มีประโยชน์อะไร มันเป็นโครงการที่ผ่านการหาเสียง ผ่านความเห็นพรรครร่วม ผ่านรัฐสภา ดำเนินการโดยที่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันการพิจารณา มันเป็นทางเลือกอันหนึ่ง และมันได้ผล”

“ส่วนที่บอกว่ามีความเสียหาย จำนำราคาสูง แล้วสีแล้วไปขายได้ราคาต่ำกว่า ในทางบัญชีอาจเรียกว่าขาดทุน แต่ในทางนโยบายสาธารณะเรียกว่า “รายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่าย” ไม่ใช่เล่นสำนวนแต่มันมี term นี้จริงๆ เป็นการคำนวณที่ทำให้เห็นว่าต้องใช้งบชดเชยเท่าไร แล้วสิ่งที่ชาวนาได้รับรายได้ดีขึ้น มันจะกลายเป็นกำลังซื้อทางเศรษฐกิจ มันคำนวณได้และเมื่อดูแล้วมันสูงกว่างบประมาณที่มาใช้ชดเชย”

**เวทีเสวนา "ไม่เอาจำนำข้าวแล้วเอาอะไร" ที่ มธ.ท่าพระจันทร์

ที่มา FB

ประชาไท Prachatai.com

ooo




บันทึกไว้ในยุคสมัยดิจิตอล... คนอื่นๆที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องพลอยเดือดร้อนไปทั่ว กับคำว่าล้มล้างระบอบทักษิณคำเดียว...





โพสต์นี้อาจจะเขียนแรงๆไปหน่อยนะครับ และผมก็ไม่มีเจตนาจะว่าเพื่อนๆคนหนึ่งคนใด เพราะผมไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใครเคยอยู่ฝั่งไหนกันมา ก่อนจะพูดเนื้อเรื่อง ขอสรุปไว้ก่อนเลยว่า

ม็อบ กปปส. คือกลุ่มคนที่ทำให้ชีวิตเพื่อนร่วมชาติหลายคนต้องพังทลาย เพื่อนเกษตรกรรากหญ้าพ่อค้าแม่ค้าหลายต่อหลายคนต้องเดือดร้อนกันทั่วประเทศ แต่ตัวเองกลับรู้สึกสะใจ และภูมิใจที่เป็นฝ่ายชนะ !!

ยิ่งลักษณ์ก็คือผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่บนยอดต้นไม้ และใช้ตะกร้าใบใหญ่หย่อนลงมารับคนบนดินบนหญ้าแล้วดึงพาขึ้นไปข้างบน แต่พอดึงขึ้นไปได้ช่วงนึง คนส่วนนึงก็ทำทุกทางจนสอยยิ่งลักษณ์ร่วงตกต้นไม้ลงมา คนที่อยู่ในตะกร้าก็ร่วงตกดินไปด้วย บางคนก็เจ็บสาหัสแล้วแต่แรงกระแทก

ม็อบ กปปส ที่ไปเป่านกหวีดอะนะ ส่วนมากรวยๆกันทั้งนั้นแหละ ปักหลักชุมนุมสี่ห้าเดือนไม่ต้องทำงานเลยก็ไม่มีผลกระทบอะไร ไม่ต้องสนใจว่าเพื่อนร่วมชาติจะเป็นยังไง ใครจะชิบหายก็ช่างแม่ง แค่ไล่ยิ่งลักษณ์ให้ได้ก็พอ จริงมั้ยล่ะ

คนหลายคนที่ไม่ยุ่งเรื่องการเมืองเลย ไม่เหลืองไม่แดงไม่ไรทั้งนั้น หากินไปวันๆไรงี้ ต้องมารับผลแห่งความหายนะนี้ไปด้วย เขาเคยมีรายได้เดือนนึงสองสามสี่หมื่น ผ่อนรถเลี้ยงลูกใช้จ่ายอยู่ได้แบบพอดีๆเป๊ะๆ แต่พอมีรัฐประหารขึ้นมา เศรษฐกิจตกวูบ ราคายางตกวูบถึงสามเท่า จากเคยได้เดือนละเท่านั้นๆ ต้องเหลือเพียงไม่ถึงหมื่นหรือหมื่นนิดๆ แต่รายที่ต้องจ่ายยังคงเท่าเดิมเป๊ะ ก็ต้องพบกับคำว่าปรับตัวไม่ทัน ก็ต้องเป็นหนี้สิครับ เพื่อยื้อสิ่งของเหล่านั้นไว้ ยื้อทั้งๆที่ไม่ไหว ยื้อเพราะมีความหวังว่ารัฐบาลจะแก้ได้ เพราะรัฐบาลเองก็พูดให้ความหวังไว้เยอะเหมือนกัน แต่ก็ทำไม่เคยได้ นอกจากทำไม่ได้แล้วแค่คำพูดดีๆก็ยังไม่มีสักคำ มีแต่ด่ากลับด้วยซ้ำเวลาประชาชนไปขออะไรๆ
ก็กลายเป็นหนี้พอกหางหมู หนักขึ้นๆ จะถอยหลังก็ไม่ได้ จะไปหน้าก็ยาก ก็ต้องขายสิ่งโน้นจำนำสิ่งนี้เพื่อเอามาช่วยสิ่งนั้น ในที่สุดชีวิตหลายคนก็พังทลาย แล้วจะให้โทษตัวเองหรือโทษคนเสื้อแดงละครับแบบนี้ คิดดู

เมื่อพูดแบบนี้ก็แน่นอนว่าต้องมีคนพูดว่า เวลานั่นต่อให้ใครเป็นนายกมันก็เหมือนกันนั่นแหละ มันเป็นเพราะเศรษฐโลก ! ไม่ใช่เพราะประยุทธ์ !!
มันไม่เหมือนหรอกครับ ไม่มีทางจะเหมือน หลายคนก็รู้กันดี ว่ามันต่างกันยังไง

ถึงแม้ตอนนี้หลายคนจะดีขึ้นมาแล้ว แต่ดีขึ้นเพราะความพยายามของตัวเอง ไม่ใช่เพราะประยุทธ์ แต่ไม่มีใครลืมช่วงเวลานั้นหรอก ว่าความเป็นมามันเป็นยังไง ความแค้นในใจมันไม่หายไปไหนหรอก

สนุกมั้ยครับแบบนี้ สะใจและปลื้มใจกันมากใช่มั้ยละครับ ที่คนอื่นๆที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องพลอยเดือดร้อนไปทั่ว กับคำว่าล้มล้างระบอบทักษิณคำเดียว


Tanaphat Srithai

“พาณิชย์” เผยบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยสามารถใช้ซื้อสินค้าในร้านธงฟ้าประชารัฐได้แล้ว ให้วงเงินเดือนละ 100 บาท เริ่ม 1 ต.ค.นี้ เพื่อช่วยเหลือคนจนลดค่าครองชีพ (ตั้ง 100 บาทแน่ะ!)





“พาณิชย์” เผยบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยใช้ซื้อสินค้าร้านธงฟ้าประชารัฐได้ หวังช่วยลดค่าครองชีพให้คนจน

19 สิงหาคม 2560
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

“พาณิชย์” เผยบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยสามารถใช้ซื้อสินค้าในร้านธงฟ้าประชารัฐได้แล้ว ให้วงเงินเดือนละ 100 บาท เริ่ม 1 ต.ค.นี้ เพื่อช่วยเหลือคนจนลดค่าครองชีพ ระบุยังมีแผนเพิ่มจำนวนร้านค้าและรายการสินค้าให้เพิ่มมากขึ้น

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเปิดงาน “วันพาณิชย์ 2560” เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2560 ว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนการทำงานในช่วงครึ่งปีหลัง โดยจะเน้นเรื่องการดูแลค่าครองชีพให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่กระทรวงการคลังจะออกบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยให้ โดยจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการซื้อสินค้า ซึ่งบัตรดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้จ่ายภายในร้านธงฟ้าประชารัฐที่กระทรวงพาณิชย์ได้พัฒนาขึ้นได้

ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินการในเรื่องบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับกรมบัญชีกลางให้ผู้ที่ถือบัตรสามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าสินค้าในร้านธงฟ้าประชารัฐผ่านบัตรดังกล่าวในวงเงิน 100 บาทต่อเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 เป็นต้นไป

นางอภิรดีกล่าวว่า กระทรวงฯ มีแผนที่จะขยายร้านธงฟ้าประชารัฐเพื่อให้สอดคล้องกับบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย โดยจะผลักดันจำนวนสินค้าภายในร้านธงฟ้าประชารัฐให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวน 48 รายการ เช่น สบู่ ยาสีฟัน แชมพู น้ำยาล้างจาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง เป็นต้น และจะผลักดันให้มีจำนวนร้านธงฟ้าประชารัฐให้เพิ่มมากขึ้นด้วย จากปัจจุบันที่มีร้านค้าปลีกดั้งเดิม (โชวห่วย) เข้าร่วมแล้ว 3,700 ร้าน

“จะขยายให้มีร้านธงฟ้าประชารัฐเพิ่มมากขึ้น โดยผลักดันให้ร้านโชวห่วยที่อยู่ในความดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งมีมากถึง 2 หมื่นแห่ง มาเข้าร่วมมากขึ้น เบื้องต้นจำนวนสาขาที่เพิ่มอาจไม่ได้มาก แต่จะทำให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงสินค้าจะต้องมีความหลากหลายมากขึ้น เพราะหากสามารถเพิ่มสินค้าและสาขาของร้านธงฟ้าประชารัฐได้ จะทำให้เข้าถึงผู้ที่มีบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ส่วนรูปแบบการใช้จ่ายภายในร้านจะเป็นอย่างไรอยู่ระหว่างการศึกษา” นางอภิรดีกล่าว


วันอาทิตย์, สิงหาคม 20, 2560

ฟ้องอาญา ๑๑๒ เด็กอายุ ๑๔ ปี จะกระทำย่ำยีเพียงใด เช่นที่ตระบัดสัตย์คดีไผ่

อีกแล้ว ไม่เหมือนใครในสากลโลก “ฟ้อง ๑๑๒ กับเด็กอายุ ๑๔ ปี” โพสต์ของ อานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โวย “ประเทศนี้มึงบ้าไปแล้ว”

“เคสแรกในโลกที่มีการตั้งข้อหาหมิ่นฯ กับเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี” Bow Nuttaa Mahattana นักกิจกรรมใกล้ชิดกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ กล่าวถึงเรื่องเดียวกัน “#หยุดม112 #หยุดละเมิดสิทธิมนุษยชน

จากคดีควบคุมตัวผู้ต้องหาเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติฯ ที่ขอนแก่น ๘ คน ที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุ ๑๘-๒๐ ปี เสร็จแล้วต่างโดนคดีอาญา ม.๑๑๒ กันถ้วนหน้า ไม่สนกติกาแห่งมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

นั่นก็ว่าทรามพอดูอยู่แล้ว ครั้นมาวันนี้ (๑๙ ส.ค.) ต่ำช้าหนักไปเสียยิ่งกว่า เมื่อมีผู้ต้องหารายที่ ๙ ถูกส่งฟ้องในข้อหา Lèse-majesté ที่โทษทางอาญาจำคุกกระทงละ ๑๕ ปี ด้วยอีกคน เป็นเยาวชนอายุเพียง ๑๔ ปี

ด.ช.อภิสิทธิ์ ชัยลี เด็กผู้ต้องหารายนี้ถูกทหารจับตัวไปควบคุมไว้ในข้อหาวางเพลิงเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พร้อมกับผู้ต้องหาอื่นๆ อีก ๖ คน ที่เป็นชาวบ้านอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่นเหมือนกัน เกือบอาทิตย์ให้หลังทหารถึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหกไปมอบให้ตำรวจ ส่งตัวเข้าเรือนจำเมื่อ ๒๓ พ.ค.


เยาวชนอายุ ๑๔ ปีนั้นถูกควบคุมตัวที่ศาลเยาวชน อีก ๕ คนอยู่ที่ศาลจังหวัด จนกระทั่งมีการส่งฟ้องเมื่อสองวันก่อน แต่ในตอนที่เริ่มฝากขังเมื่อเดือนพฤษภานั้น ผู้ต้องหายังไม่มีการตั้งทนายแก้ต่างให้ องค์การฮิวแมนไร้ท์ว้อทช์ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน

การควบคุมตัวเด็กผู้ชายวัย ๑๔ ปีแบบลับในค่ายทหารของไทย ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ร้ายแรงHRW แจ้ง “เยาวชนทั้งสี่คน (ในเบื้องต้น) ที่ถูกจับกุม ไม่ควรถูกปฏิเสธสิทธิที่จะได้รับการนำตัวไปขึ้นศาล

และไม่ควรถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร โดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก ไม่ว่าพวกเขาจะถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาใดก็ตาม” นายแบรด อดัมส์ (Brad Adams) ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าว

“กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กำหนดความคุ้มครองเป็นพิเศษสำหรับบุคคลทุกคนที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี” ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าว

“อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child - CRC) ระบุว่า ไม่ว่าในพฤติการณ์ใด การจับกุม ควบคุมตัว หรือคุมขังเด็ก ให้กระทำเป็นมาตรการขั้นสุดท้าย และให้ทำในระยะเวลาที่สั้นสุดตามความเหมาะสม”


ระเบียบปฏิบัติในบรรดาอารยะประเทศเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับการปฏิบัติตามจากรัฐบาลทหารไทยเท่าใดนัก จะมีก็แต่บางครั้งอ้างด้วยปากอย่างเดียวว่า ทำโน่นทำนี่ตามข้อผูกมัดสหประชาชาติที่ประเทศไทยลงนามบัญญัติไว้

การเอาผิด หลังจากบีบบังคับ ขู่เข็น จับกุม ควบคุมตัวแล้ว เป็นกระบวนการที่มาตรฐานระบบยุติธรรมสากลจะจัดให้เป็นการทำร้าย และนำบุคคลลงเป็นทาสเสียด้วยซ้ำ

ดั่งคดี ๑๑๒ ที่กระฉ่อนไปทั่วโลกจากการตัดสินไผ่ ดาวดิน (ฉายานาม) นักศึกษากฎหมาย ม.ขอนแก่น นักกิจกรรมเพื่อสิทธิและสิ่งแวดล้อมของชาวบ้าน ที่กลายเป็นผู้ต้องหาหมิ่นกษัตริย์เมื่อเขาแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ ๑๐ โดยบีบีซีไทย ที่เล่าข้อเท็จจริงละเอียดเกินไปกว่า สถาบัน ต้องการ

ไผ่พยายามต่อสู้ด้วยใจแน่วแน่ว่าตนไม่ผิดทางอาญาใดๆ เพียงต้องการพิสูจน์สิทธิมนุษยชนแห่งตนให้ประจักษ์ต่อสาธารณะ แต่ก็จำต้องสยบหลังถูกกักขังโดยไม่รู้เป้าหมายบั้นปลายว่าคดีจะสิ้นสุดเมื่อไร และไม่มีทางได้รับการประกันตัวปล่อยชั่วคราวออกไปสู้คดีนอกคุก

การบีบคั้นกดดันให้ผู้ต้องหายอมรับสารภาพ แม้วัดด้วยมาตรฐานกฎหมายสากลแล้วแน่นอนว่าไม่ผิดก็ตาม เช่นนี้ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เรียกว่า the Winston Syndrome
 
“ที่รู้กันดีก็คือ การสารภาพจะช่วยย่นระยะเวลาในการพิจารณาและลดระยะเวลาติดคุก การสารภาพแลกกับความหวังว่าจะได้ลดโทษ...

ปรากฏการณ์นี้แสดงว่าทุก ๆ ฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้พิพากษา และประชาชนทั่วไป ถือว่าผู้ต้องหา ๑๑๒ มีความผิดแน่นอนโดยไม่ต้องพิสูจน์

และต่อให้ผู้ต้องหาสามารถพิสูจน์ได้ว่าเนื้อหาที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรา ๑๑๒ นั้นเป็นความจริง ก็ยังถือว่าผิดอยู่ดี ดังที่ผู้พิพากษาคนหนึ่งได้กล่าวกับทนายความในคดีหนึ่งว่า ยิ่งจริง ยิ่งหมิ่น ไม่จริง ก็ยิ่งโคตรหมิ่น

ดร.ธงชัยนำการตีความนี้มาจากนิยายการเมืองเลื่องชื่อของจ๊อร์จ ออร์เวล เรื่อง ‘1984’ ที่มีตัวละครสำคัญคนหนึ่งชื่อ Winston Smith โดยเปรียบเปรยว่า “สำหรับวินสตันและผู้ต้องหา ๑๑๒ การสารภาพในตัวมันเองคือการทรมานอย่างหนึ่ง

เพราะมาตรา ๑๑๒ เป็นอาชญากรรมทางความคิด การทำลายความคิดอิสระจึงเป็นการทรมานยิ่งกว่าทรมานกาย...แม้ว่าการสารภาพจะเป็นทางเลือกซึ่งชาญฉลาดถูกต้องในสถานการณ์ที่เป็นจริง เพื่อมีชีวิตอยู่รอดในโลกอัปลักษณ์ที่มีมาตรา ๑๑๒

และไม่ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนความคิดจริงหรือไม่ก็ตาม การสารภาพเป็นการทำร้ายจิตใจลงย่อยยับ เป็นการกระทำที่สุดแสนจะทรมานสำหรับพวกเขา...

อิสระที่ได้รับหลังการสารภาพจึงเป็นเพียงอิสระทางกาย เพราะจิตใจ ศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจในตัวของตัวเอง ความเป็นมนุษย์ได้ถูกทำลายไปแล้ว...นี่คือความโหดร้ายของการสารภาพผิดต่อมาตรา ๑๑๒”


การสารภาพของไผ่ (หรือนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) จึงเข้าข่ายดังกล่าวโดยไม่ต้องกังขา เมื่อข้อเท็จจริงภายหลังการสารภาพและตัดสินผ่านไปแล้วหมาดๆ ปรากฏออกมาว่า

ก่อนที่ศาลจะพิพากษาตัดสิน ศาลได้เรียกไผ่และครอบครัวไปคุยเกี่ยวกับคดีความ ก็ไม่ได้คุยแบบนี้แบบที่ตกลงกันในช่วงเช้า ที่คุยกันก็คือโทษจำคุกหากไผ่รับสารภาพไม่ใช่ ๕ ปี” นี่เป็นคำพูดของนายวิบูลย์ พ่อของไผ่ ซึ่งกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช นำมาเขียนถึงใน ประชาไท

“ตอนนี้เราผิดหวังว่า ที่เราได้คุยกันกับศาลจนไผ่รับสารภาพนั้น มันตระบัดสัตย์ ทั้งที่ปกติไผ่จะไม่รับสารภาพง่ายๆ แบบนี้”


ฟังดูเหมือนศาลลวงให้ผู้ต้องหา ๑๑๒ รับสารภาพเพื่อจะได้ตัดสินสิ้นเรื่องสิ้นราวจบๆ ไป เนื่องจากคดีไผ่เป็นที่สนใจและจับตาอยู่ทั่วโลก ในแง่ที่ว่ากระบวนการศาลไทยไม่ยึดถือมาตรฐานความยุติธรรมตามครรลองสากล

ขนาดไผ่หนุ่มใหญ่วัยเบญจเพศอายุ ๒๖ ปี ยังถูกลวงและล่วงล้ำความเป็นมนุษย์ขนาดนี้ เพื่อความศักสิทธิ์ของกฎหมายหมิ่นฯ ม.๑๑๒ เด็กวัย ๑๔ ปีที่เพิ่งโดนข้อหามหรรณพ์เดียวกัน จะถูกกระทำย่ำยีเพียงใด

Argument ของฝ่ายหนุนรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลชุดนี้ เดินคล้ายจีนอย่างไร...





เก็บความมาจาก comments โพสต์ของ Thanapol Eawsakul เรื่อง

ไม่ใช่ความป่วยไข้ของสังคมไทย แต่เป็นความป่วยไข้ของสมชัย จิตสุชน และความป่วยไข้ของเทคโนแครตไทย
...

Kan Yuenyong argument ของฝ่ายหนุนรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลชุดนี้คือการพยายามเดินตามตัวแบบจีน คือเน้นการรวมศูนย์อำนาจ ระบบราชการแข็ง สร้างนโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศระยะยาว ระบบการเมืองคล้ายโปลิตบูโร (ผมว่าเราสามารถนิยามระบอบแบบนี้ว่า "ระบอบโปลิตบูโรอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" คงพอได้) การกวาดล้างกลุ่ม "ชิน-ดา-วงษ์", พรรคเพื่อไทย, และกลุ่มเสื้อแดง ในขณะนี้ เหมือนการ purge โดยใช้ข้ออ้างเรื่องคอรัปชั่นของ Xi Jinping ต่อกลุ่ม Zhou Yongkang, Bo Xilai, Ling Jihua, และ Xu Caihou

ตอนนี้ "consensus" ของชนชั้นนำไทยจะไปทางนี้ จนกว่าการ "กวาดล้าง" ที่ว่าจะสำเร็จ โดยจะไม่ยอม "เสียของ" เหมือนตอน 2549 อีก ในขณะเดียวกันก็ เช็คว่าตัวแบบนี้จะใช้งานได้หรือไม่ไป + คอยปรับแต่งไปในตัวด้วย ถ้าจะโต้ "consensus" นี้ จะต้องชี้ปัญหาของตัวแบบจีนว่ามีปัญหาในระยะยาวยังไง ซึ่งก็ไม่ใช่ง่าย เพราะประสิทธิภาพและระดับพัฒนาการของรัฐไทยยังไม่ได้ mature เต็มที่เหมือนตะวันตก

ผมขอแนะนำหนังสือเล่มนี้ของ Ian Bremmer ให้คุณ ธีรภัทร อ่าน https://www.amazon.com/Curve-Understand.../dp/0743274725




...


Theerapat Charoensuk เห็นด้วยทุกประการครับ

เสียอย่างเดียวคือ ประสิทธิภาพการบริหารและวิสัยทัศน์ของรัฐทหารไทย จะเรียกว่าของก๊อปเสิ่นเจิ้นก็ให้คุณค่ามากไป เพราะเดี๋ยวนี้เสิ้นเจิเนเจริญและผลิตสินค้าคุณภาพได้แล้ว

...

Kan Yuenyong ส่วนปัญหาของ "สมชัย" เอง เป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น

(1) สิ่งที่เขาเสนอ -- New Economic Model ขอย่อว่า NEM ไม่ชัดเจนว่าเป็นอะไร เพียงแต่ระบุว่า ประเทศเจอปัญหา middle income trap ปัญหาใหญ่คือไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยี (หรือแบรนด์ระดับโลก) ไม่มีการปฏิรูประบบการศึกษา ต้องแก้ปัญหาคอรัปชั่น และพ่วงเรื่อง "การกระจายอำนาจ" เข้ามาด้วย

อันนี้ต่างจาก NEM ของมาเลเซีย ที่พัฒนาขึ้นสมัยนาจิบ ราซัก ต่อจาก New Economic Policy (NEP) ของมหาธีร์ ทั้งสองโครงการเป็นกระบวนการที่เกี่ยวกับ affirmative action (ของมาเลเซียจะเน้นที่ชาติพันธ์ -- ภูมิบุตร) โดยวางสมมติฐานไว้ว่าชาติพันธ์ภูมิบุตรจะต้องได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษเนื่องจากปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย ถูกผิดเรื่องนี้ว่ากันอีกที (มหาธีร์เคยอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียดในหนังสือของเขา "The Malay Dilemma")

ทีนี้ถ้าดูสิ่งที่ "สมชัย" อธิบาย จะเห็นว่าไม่มีข้อพิเศษอะไรแบบนั้น แต่เป็นข้อเสนอ ในแนวทางแบบ neoclassic ปกติ ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะไม่เห็นว่า "New" ตรงไหน ก็เป็นโมเดลการพัฒนาทางเศรษฐกิจทั่วไปที่รัฐไทยเคยใช้มาโดยตลอดอยู่นั่นเอง

ผมเห็นว่าปัญหาของรัฐไทยก็มีลักษณะที่ต่างไปจากมาเลเซียอยู่ แต่ก็ต้องมี "affirmative action" นี้เช่นกัน เพียงแต่ locus จะต้องอยู่ที่ฐานภูมิศาสตร์ประชากร ไม่ใช่อยู่ที่ชาติพันธ์เหมือนมาเลเซีย

(2) การวางปัญหาไปที่การพัฒนาเทคโนโลยี ผมคิดว่าไม่ถูกในแง่การวางนโยบาย เพราะในที่สุดเราไม่รู้ว่า "เทคโนโลยี" ไหนจะประสบความสำเร็จ สิ่งที่พอทำได้คือการบ่งชี้และวิเคราะห์ global value chain ทั้งหมดออกมา และตัดสินใจว่า รัฐไทยจะวางนโยบายการพัฒนาประเทศที่มียุทธศาสตร์ gvc ของเราเองอย่างไร โดยจะต้องสัมพันธ์กันทั้ง นโยบายการคลัง นโยบายการต่างประเทศ การวางระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและ logistic และการปฏิรูประบบราชการ ฯลฯ ไปพร้อมกัน ไม่ใช่กระทรวงนั้นเสนอทาง กระทรวงนี้เสนอทาง พอกระจัดกระจายแบบไม่มีโฟกัส ก็เท่ากับว่าไม่ได้มีการพัฒนาอะไรแบบที่เคยเป็นมา

(3) ผมคิดว่าไอเดียเรื่อง middle income trap ไม่ชัดเท่ากับไอเดียเรื่อง the great wall โดยเฉพาะในกรณีของจีน ในเปเปอร์นี้ระบุว่าตอนนี้จีนที่ดูเหมือนจะผ่าน middle income trap ไปได้ แต่ยังมีด่านใหญ่ที่สะกัดกั้นอยู่ ถ้าจะผ่านไปได้ต้องดูที่เรื่อง deep structural reforms https://medium.com/.../following-the-economic-miracle-is...



...

ต้นเหตุ....

โพสต์ของ Thanapol Eawsakul เรื่อง

ไม่ใช่ความป่วยไข้ของสังคมไทย แต่เป็นความป่วยไข้ของสมชัย จิตสุชน และความป่วยไข้ของเทคโนแครตไทย

.................
ชอบข้อเขียนเของคุณธีรภัทร เจริญสุข

https://www.facebook.com/terasphere/posts/10154602510126809?pnref=story

ที่ท้าทาย "นักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย ทั้งในแบงค์ชาติหรือ TDRI สถาบันการเงิน" ที่พากันวิเคราะห์ว่าทำไมคนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ยกเหตุผลประกอบอย่างนั้นอย่างนี้มากมาย แล้วก็หาวิธีแก้ไขอย่างงั้นอย่างงี้เพียบ บอกว่าต้อง 4.0 ต้องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต้องปรับตัวปฏิบัติไฮเทคบล็อคเชน โดยหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงสภาพการของ รัฐบาลทหารที่ไม่มีความสามารถและความชอบธรรมในการบริหารประเทศแม้แต่วินาทีเดียว

และแน่นอนว่าเทคโนแครตเหล่านี้นอกจากไม่ตั้งคำถามกับรัฐบาลรัฐประหารแล้ว ก็ยังเข้าไปร่วมงานด้วย

ล่าสุดเราได้เห็นชื่อดร. สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
เข้าไปเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศ ภายใต้การกำกับของคณะรัฐประหารถึง 2 คณะคือ กรรมการฝ่ายสาธารณะสุข และกรรมการฝ่ายสื่อสารมวลชน

“วิษณุ” แจงชื่อสมชัย จิตสุชน โผล่เป็นกก.ปฏิรูป2 คณะ
https://www.matichon.co.th/news/629874

จริง ๆ ก็ไม่น่าแปลกใจหรือจะต้องมาวิจารณ์อะไรกันมากมายถ้า
ดร. สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ไม่เคยสัมภาษณ์ไว้เรื่อง

ความป่วยไข้ของประเทศไทย / สมชัย จิตสุชน
https://waymagazine.org/interview_somchai/

ในบทสัมภาษณ์พูดถึงแนวทางการพัฒนาที่ผิดพลางของเศรษฐกิจไทย ที่จะหลุดพ้นจาก "กับดักรายได้ปานกลาง" จนนำมาสู่้ข้อเสนอ ‘โมเดลเศรษฐกิจใหม่’ หรือ New Economic Model

ถ้าแนวทางการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางคือการร่วมมือกับคณะรัฐประหาร และไม่กล้าที่จะอภิปรายปัญหาตรงหน้าคือรัฐบาลคณะรัฐประหารร ผมคิดว่าที่คุณธีรภัทร เจริญสุข ได้สรุปไว้อย่างถูกต้องว่า

"ตราบเท่าที่พวกคุณมึงไม่พูดถึงสภาพรัฐบาลทหารที่อยากออกกฎหมายอะไรก็ออก สั่งยึดเงินได้ก็ยึด นโยบายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่เคยมีอะไรแน่นอนให้คนทำธุรกิจไว้วางใจได้ แถมยังตั้งคณะกรรมการคนแก่ๆ เข้าไปเสือกในทุกภาคส่วนกินเงินเดือนเบี้ยประชุมฟรีๆ

พวกคุณมึงก็ไร้ประโยชน์โว้ยครับ เหมือนคนโดนแทงเลือดไหลใกล้ตาย ติดเชื้ออักเสบหนองเละเทะ จะมาให้กินยาฆ่าเชื้อ ให้เลือด เติมสารอาหารบำรุงฯลฯ แต่ไม่คิดจะปิดปากแผลเย็บแผลห้ามเลือด

จบฮาร์วาร์ด LSE MIT แค่ไหน ก็จะด่าว่า โง่!"


ควรภูมิใจมั้ย ไทยกำลังจะทำสถิติใหม่ด้วยการฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับเด็กอายุ 14 ปี และผู้ต้องหารายอื่นอีกอีก 8 คน ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนอายุ 18-20 ปี คดีเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ





ควรภูมิใจมั้ย ไทยกำลังทำจะสถิติใหม่ด้วยการฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับเด็กอายุ 14 ปี และผู้ต้องหารายอื่นอีกอีก 8 คน ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนอายุ 18-20 ปี คดีเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ อ.บ้านไผ่ และ อ.ชนบท ขอนแก่น ยังไม่รวมคดีอาญาร้ายแรงอื่น ๆ ที่จะฟ้องต่อบุคคลเหล่านี้ ในขณะที่ผู้บงการ ตำรวจยังจับตัวไม่ได้

รอยเตอร์ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลทหารขยันฟ้องคดีหมิ่นฯ มาก และกฎหมายหมิ่นฯ ของไทย ส่งผลกระทบต่อหน่วยงานสื่อสารมวลชน รวมทั้งรอยเตอร์เอง ในแง่การรายงานข่าวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของไทย “Lese-majeste laws have an impact on what any news organization, including Reuters, can report about issues relating to Thailand's monarchy.“


ถ้ามันดี ทำไมประเทศอื่นเขาไม่ทำกันล่ะ เคยถามตัวเองมั้ย?

https://www.reuters.com/…/us-thailand-king-insults-idUSKCN1…

ภาษาไทย http://www.tlhr2014.com/th/?p=4913

 Pipob Udomittipongoooคดีเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ: ควบคุมตัวเด็ก 14 ในค่ายทหาร และการควบคุมตัวมิชอบที่เกิดขึ้นซ้ำซาก
Pipob Udomittipong


ooo


คดีเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ: ควบคุมตัวเด็ก 14 ในค่ายทหาร และการควบคุมตัวมิชอบที่เกิดขึ้นซ้ำซาก



21/06/2017
By TLHR


กรณีเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติในจังหวัดขอนแก่นเริ่มปรากฏเป็นข่าวเมื่อสื่อมวลชนรายงานเมื่อวันที่ 19 พ.ค.60 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่า ก่อเหตุเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติในอำเภอบ้านไผ่ และอำเภอชนบท ได้ 4 ราย จากผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 6 ราย โดยหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวเป็นเด็กอายุ 14 ปี ตามรายงานข่าวระบุว่า ทั้งหมดถูกควบคุมตัวไปสอบสวนที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ กรุงเทพมหานคร

ข่าวนี้สร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่รับรู้ เนื่องจากมีการควบคุมตัวเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าค่ายทหาร ซึ่งนับเป็นกรณีแรก ที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาล คสช. ทหารอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่า กระทําความผิดที่อาจกระทบต่อความมั่นคงไว้ในค่ายทหาร เป็นระยะเวลา ไม่เกิน 7 วัน โดยผู้ถูกควบคุมตัวไม่สามารถติดต่อญาติ หรือทนายความ และส่วนใหญ่ไม่แจ้งหรือเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว อันเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ ซึ่งขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อย่างไรก็ตาม เท่าที่มีข้อมูลยังไม่เคยมีการควบคุมตัวเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี หรือแม้แต่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มาก่อน

นอกจากนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังได้รับการแจ้งเหตุว่า ภรรยานายปรีชา ผู้ต้องสงสัยจ้างวานเด็กและวัยรุ่นให้ก่อเหตุก็ถูกควบคุมตัวเข้าค่ายทหารในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งยังมีการเรียกบุคคลบางคนที่ติดต่อสัมพันธ์ทางธุรกิจกับครอบครัวนายปรีชาไปสอบในค่ายทหารอีกด้วย

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 60 พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจและดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้วทั้งหมด 9 คน ซึ่งรับจ้างลงมือวางเพลิงเท่านั้น ขณะนี้ได้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งหมดแล้ว ตั้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันวางเพลิงและร่วมกันเป็นอั้งยี่ มั่วสุมและซ่องโจร ส่วนผู้จ้างวาน 2 คน ซึ่งถูกออกหมายจับแล้ว ยังคงหลบหนี

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ติดตามสถานการณ์ในคดีนี้ พบว่า โดยภาพรวมผู้ต้องหาและผู้ที่เกี่ยวข้องถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมตาม ICCPR ซึ่งรัฐมีหน้าที่ไม่ละเมิดและต้องประกันสิทธิเสรีภาพดังกล่าว ทั้งนี้ ในระหว่างการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ได้ให้คำแนะนำแก่ประเทศไทย ให้ปรับปรุงมาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องกับ ICCPR ซึ่งรวมถึงการรับประกันการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมด้วย






ภาพการแถลงข่าวการจับกุมของตำรวจ (ภาพจาก ผู้จัดการออนไลน์)


ลำดับเหตุการณ์จับกุม/ควบคุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์เผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ

17 พ.ค.60 เช้าตรู่ เจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 50 นาย นำโดย พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี ผู้บังคับการกองร้อยรักษาความสงบ

กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดขอนแก่น เข้าตรวจค้นบ้านของนายปรีชา และโรงงานผลิตยาสมุนไพร โดยอ้าง ม.44 แต่ไม่ได้แจ้งสาเหตุที่เข้าตรวจค้น ขณะนั้นมีเพียงภรรยา และลูกชายของนายปรีชาอยู่ที่บ้าน หลังการตรวจค้นราว 3 ชม. ทหารได้ยึดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และเอกสารจำนวนหนึ่งไป พร้อมทั้งควบคุมตัวภรรยาของปรีชา แจ้งว่า จะพาตัวไปสอบ 2-3 วัน โดยไม่แจ้งสถานที่

ช่วงบ่าย ทหารและตำรวจเข้าจับกุมตัวเด็กและวัยรุ่นในตำบลบ้านแท่น อ.ชนบท รวม 7 คน โดย 3 คน เจ้าหน้าที่ยกกำลังไปควบคุมตัวมาจากสถานศึกษานำตัวไป สภ.ชนบท โดยที่ญาติไม่สามารถเข้าเยี่ยม/จัดส่งอาหาร หรืออยู่ร่วมขณะสอบปากคำ ต่อมา เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมชายวัย 25 และ 50 ปี จากอำเภอโนนศิลา มาที่ สภ.ชนบท อีก จากนั้น ทั้งหมดถูกส่งตัวไป มทบ.23 ในตอนกลางดึก พร้อมภรรยาของปรีชาที่ถูกควบคุมตัวมาจาก มทบ. 23 ในช่วงค่ำเพื่อมาสอบปากคำที่ สภ.ชนบท

18 พ.ค. 60 เด็ก-กลุ่มวัยรุ่น-ผู้ใหญ่ ที่ถูกจับกุม-ควบคุมตัว ถูกนำตัวขึ้นรถตู้ออกเดินทางจาก มทบ.23 โดยไม่แจ้งจุดหมายปลายทาง รถตู้วิ่งเข้ากรุงเทพฯ และนำบุคคลทั้งหมดไปส่งยังค่ายทหาร โดยมีการปิดตาช่วงก่อนที่รถผ่านเข้าค่าย ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็น มทบ. 11

ทั้งนี้ ตลอดช่วงเวลาที่ทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายทหารทั้ง 2 แห่ง ญาติไม่สามารถติดต่อได้ หรือได้รับการแจ้งว่าถูกควบคุมตัวอยู่ที่ไหน ผู้ถูกควบคุมตัวก็ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใด และไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับใครได้แม้แต่กับคนที่ถูกควบคุมตัวมาพร้อมกัน

20 พ.ค. 60 ศาลจังหวัดพลออกหมายจับที่ 49-54/2560 ให้จับกุมบุคคลอายุ 18-20 ปี รวม 6 คน ในข้อหา ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ อั้งยี่ และซ่องโจร

22 พ.ค. 60 ภรรยาของปรีชา พร้อมทั้งกลุ่มวัยรุ่นและเด็ก ถูกส่งตัวกลับมาที่ สภ.ชนบท ตำรวจทำบันทึกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา จากนั้นส่งตัวเด็กไปฝากขังที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น ก่อนศาลอนุญาตให้ควบคุมตัวที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่น ขณะที่วัยรุ่น 6 คน ถูกขังอยู่ สภ.ชนบท แต่ตำรวจยังไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยม

ส่วนภรรยาปรีชา หลังลงชื่อในบันทึกข้อตกลงเงื่อนไขในการปล่อยตัวของทหาร ก็ได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน โดยตำรวจไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา

23 พ.ค.60 ตำรวจนำผู้ต้องหาวัยรุ่น 6 คน ไปฝากขังระหว่างสอบสวนที่ศาลจังหวัดพล โดยไม่ให้ญาติติดตามไปด้วย ก่อนที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังครั้งแรก มีกำหนด 12 วัน และเจ้าหน้าที่ได้นำตัวทั้งหกคนไปขังที่เรือนจำอำเภอพล จ.ขอนแก่น

24 พ.ค.60 ตำรวจยื่นคำร้องขอฝากขังในระหว่างสอบสวน นายฉัตรชัย และนายหนูพิน ต่อศาลจังหวัดพล จากนั้น
เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปขังที่เรือนจำอำเภอพลเช่นเดียวกัน




ภาพจาก เว็บไซต์เรือนจำอำเภอพล


จับกุม-ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยโดยพลการ ปฏิเสธสิทธิในกระบวนการยุติธรรม


ขั้นตอนการเข้าจับกุมตัวจนถึงดำเนินคดีผู้ต้องหาในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจใช้อำนาจตามอำเภอใจ ควบคุมตัวโดยพลการในค่ายทหาร และดำเนินคดีโดยไม่คำนึงถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นที่ผู้ถูกจับกุมและผู้ต้องหาทุกคนต้องเข้าถึง เพื่อเป็นหลักประกันว่า บุคคลเหล่านั้นจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

  • ตำรวจใช้อำนาจร่วมกับทหารเข้าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย โดยไม่ใช้ขั้นตอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) ซึ่งต้องมีหมายจับหากไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า และไม่ใช่อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 หรือ 13/2559 ซึ่งให้อำนาจทหารในการจับกุมบุคคลซึ่งกระทำความผิดซึ่งหน้า (ในบางฐานความผิด) หรือเรียกบุคคลซึ่งต้องสงสัยว่ากระทำความผิดมาสอบถามข้อมูล
  • มีการนำตัวผู้ถูกจับกุมไปสอบที่สถานีตำรวจ โดยไม่เปิดโอกาสให้ญาติได้เยี่ยม และแน่นอนว่า ไม่มีการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับกุมตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 7/1 อันได้แก่ สิทธิในการปรึกษาทนายความ สิทธิในการติดต่อญาติ เสมือนบุคคลเหล่านั้น ยังไม่ได้เป็นผู้ถูกจับกุมตาม ป.วิ.อาญา ก่อนจะส่งทั้งหมดไปควบคุมตัวในค่ายทหาร
  • ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในค่ายทหาร 2 แห่ง รวม 6 วัน อาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 หรือ 13/2559 โดยผู้ถูกควบคุมตัวไม่ได้รับแจ้งว่า อยู่ที่ไหน ไม่สามารถติดต่อญาติ รวมทั้งญาติก็ไม่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ถึงสถานที่ควบคุมตัว ซึ่งเสี่ยงต่อการที่ผู้ต้องสงสัยถูกซ้อมทรมาน หรือบังคับให้สูญหาย อย่างไรก็ตาม กรณีนี้แม้ยังไม่มีการร้องเรียนถึงการซ้อมทรมาน หรือข่มขู่ให้รับสารภาพ แต่การควบคุมตัวโดยผู้ต้องสงสัยถูกตัดขาดการติดต่อกับผู้อื่น แม้แต่กับผู้ที่ถูกควบคุมตัวมาพร้อมกัน ก็ถือเป็นการข่มขู่โดยสภาพ โดยการสอบสวนในค่ายทหารได้นำไปสู่การออกหมายจับในที่สุด
  • หลังจากทหารปล่อยตัวออกจากค่ายทหาร ได้ส่งตัวผู้ถูกจับกุมไปที่สถานีตำรวจ ตามหมายจับศาลจังหวัดพล ซึ่งอนุมัติหมายจับขณะผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายทหาร จากนั้น พนักงานสอบสวนได้ทำบันทึกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ อั้งยี่ และซ่องโจร จำนวน 7 คน (วัยรุ่น 6 คน และเด็ก 1 คน) และข้อหา ร่วมกันตระเตรียมวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น จำนวน 2 คน พร้อมทั้งสอบคำให้การ ซึ่งทั้งหมดให้การรับสารภาพ แต่กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นโดยปฏิเสธให้ผู้ต้องหาได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติ (ตั้งแต่ถูกควบคุมตัว) และให้ทนายความหรือผู้ซึ่งผู้ต้องหาไว้ใจเข้าฟังการสอบปากคำ ตาม ป.วิ.อาญา 134/4 ซึ่งบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน ไม่ว่าเขาจะกระทำผิดจริงหรือไม่

การจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยเข้าสอบสวนในค่ายทหารก่อนออกหมายจับ ไม่ได้เกิดกับกรณีนี้เป็นกรณีแรก ก่อนหน้านี้ มีกรณีการจับกุมผู้ต้องสงสัยวางระเบิดภาคใต้ 17 คน ก่อนออกหมายจับในคดีอั้งยี่ (ดูรายงานข่าวประชาไท และศูนย์ทนายฯ) หรือกรณีการควบคุมตัว 8 แอดมินเพจ “เรารัก พล.อ.ประยุทธ์” (ดูรายงานข่าวประชาไท) ล่าสุด กรณีควบคุมตัว “ลุงวัฒนา” ผู้ต้องสงสัยวางระเบิดที่ รพ.พระมงกุฎฯ เป็นต้น ซึ่งถือทหารว่าใช้อำนาจเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในชั้นต้น หรือในกรณีนี้ ตำรวจร่วมกับทหารดำเนินการนอกกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกจับ ผู้ต้องหา และจำเลย

ใช้อำนาจตาม 3/58 กับเด็กอายุ 14 ปี

ดังที่กล่าวไปข้างต้น กรณีนี้นับเป็นกรณีแรกที่มีการควบคุมตัวเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าสอบสวนในค่ายทหาร โดยที่เด็กและเยาวชนเป็นวัยที่พึงได้รับการพัฒนาและปกป้องคุ้มครอง ในทางสากลจึงกำหนดความคุ้มครองเป็นพิเศษสำหรับบุคคลทุกคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ทั้งนี้ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) รับรองว่า “จะไม่มีเด็กคนใดถูกริดรอนเสรีภาพโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือโดยพลการ การจับกุมหรือคุมขังจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ใช้เป็นมาตรการสุดท้ายและในระยะเวลาที่สั้นที่สุด” “เด็กทุกคนที่ถูกริดรอนเสรีภาพจะมีสิทธิได้รับการเยี่ยมเยียน” และ “หากเด็กถูกตั้งข้อหาว่าได้ฝ่าฝืนกฎหมายอาญา จะได้รับแจ้งข้อหาทันทีและโดยตรง และในกรณีที่เหมาะสมโดยผ่านบิดามารดา หรือผู้ปกครองตามกฎหมาย และจะได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายหรือทางอื่นที่เหมาะสม เพื่อการตระเตรียมและการสู้คดีของเด็ก”

แม้แต่กระบวนการยุติธรรมภายในประเทศ การดำเนินคดีบุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปี กำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ซึ่งมาตรา 66 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้จับกุมเด็กซึ่งต้องหาว่ากระทําความผิด เว้นแต่เด็กนั้นได้กระทํา ความผิดซึ่งหน้า หรือมีหมายจับหรือคําสั่งของศาล” มาตรา 68 “เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้ควบคุม คุมขัง กักขัง คุมความประพฤติ หรือใช้มาตรการอื่นใดอันมีลักษณะเป็นการจํากัดสิทธิเสรีภาพของเด็กหรือเยาวชน ซึ่งต้องหาว่ากระทําความผิดหรือเป็นจําเลย เว้นแต่มีหมายหรือคําสั่งของศาล”

ดังนั้น การที่ทหารเข้าควบคุมตัวเด็กอายุ 14 ปี จากสถานศึกษา โดยไม่มีหมายจับ ควบคุมตัวในค่ายทหารเป็นเวลา 6 วัน โดยไม่รับการเยี่ยมเยียนจากญาติ เป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จตามกฎหมายพิเศษดำเนินการกับเด็กเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ โดยไม่ได้คำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิเด็ก วิธีการที่ระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนต่อจิตใจ หรือมาตรการที่เหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์ ในวันที่ 20 พ.ค.60 ขอให้ชี้แจงกรณีการควบคุมตัวเยาวชนอายุ 14 ปี และยุติการควบคุมตัวบุคคลภายในค่ายทหาร เช่นเดียวกับที่ Human Rights Watch เผยแพร่ถ้อยแถลงของ แบรด อดัมส์ (Brad Adams) ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ที่เรียกร้องให้ “รัฐบาลไทยควรทำให้เราคลายความกังวลที่จริงจังต่อความปลอดภัยของเด็กชาย… โดยให้ปล่อยตัวเขาไปพบกับครอบครัวโดยทันที ให้เขาสามารถเข้าถึงทนายความ และเอาตัวเขาออกจากที่คุมขังของทหาร”

นอกจากนี้ ในชั้นสอบสวนของตำรวจก็เป็นที่น่ากังวลว่า เด็กจะได้รับการประกันสิทธิขั้นต้นของผู้ต้องหาหรือไม่ ทั้งนี้ ตามวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (มาตรา 71 ประกอบ ป.วิ.อาญามาตรา 134) ระบุไว้ว่า การสอบสวนเด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กไว้ใจ และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวน ยกเว้นในกรณีเร่งด่วนอย่างยิ่ง ให้มีเพียงบุคคลใดบุคคลหนึ่งอยู่ร่วมก็ได้ รวมทั้งต้องให้ทนายความเข้าร่วมด้วย ยกเว้นในกรณีเร่งด่วนเช่นกัน ซึ่งเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าพนักงานสอบสวนจะอาศัยช่องที่กฎหมายยกเว้นไว้ดังกล่าว





ตั้งข้อหาหนัก อั้งยี่ และซ่องโจร – ไม่ได้ประกัน


พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาวัยรุ่น 6 คน โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ อั้งยี่ และซ่องโจร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 90, 209, 210, 217 และ 358 จากพฤติการณ์ก่อเหตุวางเพลิงที่ริมถนนแจ้งสนิท (บ้านไผ่-บรบือ) ขณะที่สถานีตำรวจภูธรชนบทก็ได้แจ้งข้อกล่าวหา วัยรุ่นกลุ่มเดียวกันนี้ 4 คน พร้อมทั้งเด็กอีก 1 คน ในข้อหาเดียวกันนี้ จากพฤติการณ์ก่อเหตุวางเพลิงในเขต อ.ชนบท 2 จุด ส่วนนายฉัตรชัย และนายหนูพิน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ร่วมกันตระเตรียมวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น จากพฤติการณ์เตรียมก่อเหตุวางเพลิงในเขต อ.เปือยน้อย แต่เมื่อไปถึงแล้วเปลี่ยนใจไม่ลงมือ

แม่ของต้อม (นามสมมติ) หนึ่งในวัยรุ่นที่ตกเป็นผู้ต้องหาระบายความในใจว่า “ตำรวจเขียนสำนวนมากเกินไป อั้งยี่ ซ่องโจรนั่นน่ะ แม่คิดว่าไม่เป็นธรรม อยากให้แก้สำนวน เด็กมันแค่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ได้เป็นแก๊งอั้งยี่ หรืออันธพาล ที่เขาทำเพราะคนที่จ้างก็รู้จักกัน ปกติเขาก็รับจ้างซ่อมรถ หาเงินช่วยแม่ เพราะอยู่กับแม่แค่ 2 คน พ่อตายตั้งแต่เขาอยู่ ป.5 ส่วนแม่ก็ทำนา กับรับจ้าง เลี้ยงลูกมาจนจบ ปวช.”

เช่นเดียวกับแม่ของฟิลม์ (นามสมมติ) ที่เห็นว่าตำรวจแจ้งข้อหาหนักไป “เด็กพวกนี้ไม่ใช่เด็กดื้อจนเอาไม่อยู่ เขาแค่อยากได้ตังค์ ได้ค่าจ้างแค่ 200 บาท ลูกแม่ไม่เคยคุยกับปรีชาเลย รู้ว่าเขาเป็นเจ้าของโรงงาน แต่ไม่เคยคุยกัน ข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร เด็กยังไม่รู้เลยว่าอะไร ยังไม่เข้าใจ แม่เองก็ไม่เข้าใจ เคยได้ยินแต่ในหนัง ถ้าอั้งยี่หมายถึงต้องเป็นแก๊งที่ตั้งมาเพื่อทำผิดกฎหมาย พวกเขาไม่ใช่ ปรีชาแค่มาจ้างไปทำเฉยๆ”

ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ในมาตรา 209 ระบุว่า “ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดําเนินการและมีความมุ่งหมาย เพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทําความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสน 4 หมื่นบาท”

ส่วนความผิดฐานเป็นซ่องโจรในมาตรา 210 ระบุว่า “ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทําความผิดอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 (ของประมวลกฎหมายอาญา) และความผิดนั้นมีกําหนดโทษจําคุกอย่างสูงตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทําความผิดฐานเป็นซ่องโจร ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทําความผิด ที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิต หรือจําคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 10 ปีและปรับตั้งแต่ 4 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท”

หากพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมาย และรายงานข่าวตามที่รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 แถลง ซึ่งระบุว่า “จากการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดมีหน้าที่รับจ้างในการลงมือวางเพลิงเท่านั้น” อาจกล่าวได้ว่า พฤติการณ์ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นและเด็กถูกกล่าวหาว่าลงมือก่อเหตุวางเพลิงนั้นไม่ได้ถึงขั้นเป็นสมาชิกของคณะบุคคลหรือขบวนการผิดกฎหมาย ดังนั้นการออกหมายจับและตั้งข้อหาในคดีอั้งยี่จึงอาจเป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่เกินกว่าพฤติการณ์ในคดีที่เกิดขึ้นจริง

แม้ว่า รอง ผบ.ช.ภ. 4 จะออกมาแถลงปฏิเสธว่า คดีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง เป็นการวางเพลิงธรรมดา โดยเชื่อว่าสาเหตุที่ลงมือทำนั้นน่าจะเกิดจากปมขัดแย้งเรื่องส่วนตัวและผลประโยชน์ในพื้นที่ แต่ทว่าขัดแย้งกับพฤติการณ์ของทหารที่เข้ามาแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรมโดยการจับกุมผู้ต้องสงสัยไปควบคุมตัวในค่ายทหารก่อนออกหมายจับ ตลอดจนการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งระบุว่า ผู้ก่อเหตุวางเพลิงครั้งนี้ มีผู้จ้างวานอยู่เบื้องหลัง และผู้จ้างวานอาจเป็นบุคคลที่อาศัยอยู่นอกประเทศ ซึ่งเป็นไปได้ว่าการตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าว มาจากเหตุที่เจ้าหน้าที่พยายามเชื่อมโยงถึงฝ่ายที่เห็นต่างทางการเมือง

ทั้งนี้ หลังรัฐประหาร ปรากฏการดำเนินคดีฝ่ายที่เห็นต่างด้วยข้อหาเป็นอั้งยี่ และเป็นซ่องโจร ในหลายคดี เช่น คดีขอนแก่นโมเดล ซึ่งจำเลยทั้ง 26 คน ส่วนใหญ่ถูกจับกุมหลังรัฐประหารเพียง 1 วัน โดยถูกกล่าวหาว่า สมคบกันวางแผนเตรียมการต่อต้านรัฐประหาร (ข้อหาก่อการร้าย เป็นซ่องโจร และอื่นๆ) ในปัจจุบันคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มทบ.23 โดยจำเลยได้รับการประกันตัว, คดี 17 แกนนำคนเสื้อแดง ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันจัดตั้งพรรคแนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตย เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ข้อหาเป็นอั้งยี่ และฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.) ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา อัยการฝ่ายศาลทหารกรุงเทพมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี เนื่องจากมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง, คดีที่นักศึกษาอายุ 19 ปีถูกกล่าวหาว่าเป็นแฮกเกอร์โจมตีเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง (ข้อหาเป็นอั้งยี่ และอื่นๆ) ปัจจุบันคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอาญา โดยจำเลยได้รับการประกันตัวหลังถูกขังเกือบ 1 เดือน

ผลประการแรกในทันทีของข้อหาที่หนักก็คือ ผู้ต้องหาหรือจำเลยมักไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวโดยง่าย เช่นเดียวกับในคดีนี้ วันที่ 25 พ.ค.60 ญาติผู้ต้องหา 4 คน ยื่นประกันโดยวางหลักทรัพย์คนละ 1 และ 2 แสนบาท ศาลจังหวัดพลมีคำสั่งไม่ให้ประกัน เนื่องจากพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี ทำให้ปัจจุบันผู้ต้องหาทั้งหมดถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำอำเภอพล และสถานพินิจฯ จ.ขอนแก่น ทั้งที่ 3 คน อยู่ในระหว่างศึกษา

ควบคุมตัวภรรยาผู้ต้องสงสัยในค่ายทหารโดยมิชอบ


กรณีการควบคุมตัวภรรยาของปรีชา ผู้ต้องสงสัยจ้างวานให้กลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุวางเพลิงฯ ไปสอบในค่ายทหารเป็นเวลา 6 วันนั้น ลงท้ายด้วยการปล่อยตัวโดยไม่มีการดำเนินคดี หากแต่เจ้าหน้าที่โดย พ.ท.พิทักษ์พล ให้ลงชื่อในเงื่อนไขการปล่อยตัว ซึ่งระบุว่า จะให้ความร่วมมือกับทางราชการ, ไม่กระทำการใดอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และประกาศ/คำสั่ง คสช./หัวหน้า คสช., ไม่ดำเนินกิจกรรมหรือยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มการเมือง, เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ ในเงื่อนไขการปล่อยตัวดังกล่าว ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทหารในฐานะเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย จ.ขอนแก่น ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557, คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ข้อ 3, 4 และ 6 เชิญตัวมาให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการกับบุคคลที่ต้องหาว่ากระทำความผิด แต่เนื่องจากสอบถามยังไม่แล้วเสร็จจึงได้ควบคุมตัวไว้ที่ มทบ.23

แต่หากเปิดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 จะพบในข้อ 6 ระบุว่า “ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด (ตามข้อ 3) ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอํานาจเรียกตัวบุคคลนั้นมาเพื่อสอบถามข้อมูล หรือให้ถ้อยคําอันจะเป็นประโยชน์ต่อการดําเนินการตามข้อ 3 และในกรณีที่ยังสอบถามไม่แล้วเสร็จ จะควบคุมตัวบุคคลนั้นไว้ก็ได้แต่ต้องไม่เกิน 7 วัน” นั่นคือ คำสั่ง 3/2558 ให้อำนาจทหารเรียกผู้ที่ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด (ใน 4 ฐานความผิด) มาสอบและควบคุมตัวไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน แต่ไม่ได้ให้อำนาจไปควบคุมตัวครอบครัวของผู้ต้องสงสัย หรือบุคคลใดก็ได้มาสอบในค่ายทหาร

กรณีนี้เจ้าหน้าที่ทหารจึงปฏิบัติการเกินเลยจากที่คำสั่งหัวหน้า คสช. ให้อำนาจไว้ ถือเป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนอย่างน่าหวั่นวิตก

ก่อนหน้านี้ กรณีการใช้อำนาจเข้าควบคุมตัวครอบครัวของบุคคลเป้าหมายที่เห็นต่างจาก คสช. หรือผู้ต้องสงสัย โดยมิชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกันนี้ มีปรากฏให้เห็นเป็นจำนวนหลายราย ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รวบรวมรายงานไว้ โดยพบว่า ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อข่มขู่บังคับให้บุคคลเป้าหมายเข้ามารายงานตัว หรือเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินคดีต่อผู้ต้องสงสัย รวมถึงเป็นการใช้ความปลอดภัยของครอบครัวเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ให้ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพ