วันพฤหัสบดี, มกราคม 19, 2560

'ปลูกป่า ๓ อย่าง เพื่อประโยชน์ ๔ อย่าง' เมื่อเชียงใหม่จัดการตนเอง

เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม (CSE)

ชำนาญ จันทร์เรือง

อีกก้าวหนึ่งของคนเชียงใหม่ที่จะ จัดการตนเอง (self determination) ก็คือการจัดตั้งบริษัทเชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด หรือในภาคภาษาอังกฤษว่า Chiang Mai Social Enterprise (ในบทความนี้ผมจะเรียกย่อๆว่า CSE) ซึ่งได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมและเรื้อรังของเชียงใหม่ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานหลายๆปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญหาหมอกควันที่สร้างความเสียหายต่อทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจของเชียงใหม่อย่างมหาศาล

คำว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE) ประกอบด้วย Enterprise คือการประกอบการหรือวิสาหกิจ กับคำว่า Social คือสังคม และเมื่อนำคำดังกล่าวมารวมกันจึงเกิดคำใหม่ว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมคือ การประกอบการเพื่อสังคม ซึ่งถือเป็นคำเดียวกับ กิจการเพื่อสังคม

ส่วนความหมายที่เป็นทางการที่มีอยู่นั้น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙ นิยามว่า

วิสาหกิจเพื่อสังคมหมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยมุ่งส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่นที่วิสาหกิจเพื่อสังคมตั้งอยู่ หรือมีเป้าหมายในการจัดตั้งตั้งแต่แรกเริ่มในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนสังคม หรือสิ่งแวดล้อม โดยมิได้มุ่งสร้างกําไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน

และนําผลกําไรไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบไปลงทุนในกิจการของตนเอง หรือใช้เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ยากจน คนพิการผู้ด้อยโอกาส หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่น ๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกําหนด

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise มีหลัก 5 ประการ คือ

1)มีเป้าหมายเพื่อสังคม มิใช่เพื่อกำไรสูงสุด
2)เป็นรูปแบบธุรกิจที่รายได้หลักมาจากการขายสินค้าและบริการ มิใช่เงินจากรัฐหรือเงินบริจาค
3)กำไรต้องนำไปใช้ในการขยายผล มิใช่นำไปปันผลเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
4)บริหารจัดการตามหลักgood governance
5)ต้องจดทะเบียนในรูปแบบบริษัท

CSE น่าสนใจอย่างไร

1)เป็นการรวมตัวกันของคนเชียงใหม่ล้วนๆ ตั้งแต่ประชาชนในรากหญ้า นักวิชาการ นักธุรกิจในท้องถิ่นทุกระดับทั้งจากที่เป็นและไม่ได้เป็นสมาชิกหอการค้าหรือสภาอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการรายย่อย โดยไม่ได้พึ่งพิงจากบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ๆ ของไทยแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระจายหุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมและไม่ถูกครอบงำจากผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่ง ซึ่งผมขอไม่ยกตัวอย่างรายชื่อผู้ถือหุ้นเพราะเกรงว่าจะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวบุคคลไปเสีย

2)เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพลเมืองที่ไม่รอให้การแก้ปัญหาจากภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลอย่างแท้จริงหากขาดเสียซึ่งการมีส่วนร่วมจากประชาชนซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับปัญหามาโดยตลอด

CSEทำอะไร

1)ปลูกป่า 3 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้ก่อสร้าง ไม้กินได้ เพื่อประโยชน์ 4 อย่าง คือ ใช้เป็นฟืนสำหรับหุงต้มและใช้สอยเบ็ดเตล็ด ใช้สร้างและซ่อมแซมที่พักอาศัย ใช้เป็นอาหาร และเป็นการอนุรักษ์ต้นน้ำ ในหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสนองความต้องการของชุมชนและฟื้นป่าและระบบนิเวศน์ต้นน้ำ

2)เกษตรอินทรีย์ เช่น พืชผักผลไม้ พืชสมุนไพร และปศุสัตว์ โดยการพัฒนาศักยภาพด้านเกษตรอินทรีย์ของชุมชน, การเตรียมพื้นที่และแหล่งน้ำเพื่อรองรับการทำวนเกษตรอินทรีย์ของชุมชน,การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการปัจจัยการผลิตชุมชน,การพัฒนาระบบปศุสัตว์ครบวงจรเพื่อส่งเสริมวนเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืนและส่งเสริมการปลูกและจัดจำหน่ายข้าวไร่และ/หรือเมล็ดทานตะวันวนเกษตรอินทรีย์ หรือการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเปลือกซังข้าวโพดที่เกษตรกรส่วนใหญ่มักใช้วิธีเผาจนทำให้เกิดหมอกควัน

3)การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยเน้นแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมนำเที่ยวและไกด์ อาหารและภัตตาคาร ที่พักและของขวัญของที่ระลึก

4)การแปรรูปไม้ จากสวนป่าเศรษฐกิจชุมชน เช่น ไม้ไผ่ ไม้สักหรือไม้จากการตัดแต่งกิ่ง

5)การจัดการพลังงานทดแทน ในรูปแบบชุมชนพลังงานสีเขียว (green energy) เช่น การผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งจากซังและเปลือกข้าวโพด ฯลฯ

ซึ่งทั้ง 5 เรื่องที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

แน่นอนว่างานต่างๆนี้ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญและความยากง่าย และลำพังตัว CSE เองจะทำอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ไม่ได้แต่ต้องร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานในพื้นที่ เช่น กรมป่าไม้ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ ซึ่ง CSE เราก็ได้มีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานดังกล่าวข้างต้น และมีความเห็นร่วมกันว่า

พื้นที่ในชั้นแรกนี้จะเน้นไปที่อำเภอแม่แจ่มซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเผามากที่สุดแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ แม้ว่าจะมีประกาศห้ามเผาในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งก็ตาม แต่ก็ยังมีการลักลอบเผาและระดมเผาเมื่อพ้นจากช่วงระยะเวลาประกาศห้าม ซึ่งการแก้ปัญหาการเผาเหล่านี้จำเป็นต้องมีสิ่งที่ไปทดแทนให้เกษตรกรนอกเหนือการโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือการลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งก็คือวิธีการข้างต้นทั้ง 5 วิธีนั่นเอง

เชียงใหม่ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่เป็นต้นแบบของความเป็นพลเมืองเข้มแข็งมาแล้วอย่างต่อเนื่อง เช่น การริเริ่มแนวคิดจังหวัดจัดการตนเองจนภาคประชาชนได้มีการเสนอร่าง พรบ.เชียงใหม่มหานครฯ สู่สภาฯ ไปแล้ว แต่ต้องสะดุดอยู่เพราะเหตุที่สภาถูกยกเลิกไป แต่อย่างไรก็ตามจังหวัดอื่นๆ ก็ได้นำไปเป็นต้นแบบในการจัดการตนเองอย่างแพร่หลาย และพร้อมที่จะดำเนินการต่อไปเมื่อเข้าสู่ภาวะปกติ

เชียงใหม่เป็นต้นแบบของการเกิดขึ้นของสภาพลเมืองที่คอยเสนอแนวความคิดและตรวจสอบถ่วงดุลการดำเนินการที่มีผลกระทบต่อท้องถิ่น เช่น กรณีขนส่งสาธารณะ, กรณีข่วงหลวงเวียงแก้ว, กรณีการสร้างที่พักในวัดอู่ทรายคำจนต้องมีการทบทวนและตรวจสอบจากภาคประชาชน หรือการมีแนวคิดจะสร้างคอนโดในที่ของกรมธนารักษ์ที่อยู่ในย่านสถานศึกษาจนต้องคืนพื้นที่ให้ชุมชนเพื่อจัดทำเป็นสวนสาธารณะ เป็นต้น

ผมเชื่อว่าการจัดตั้ง CSE ในครั้งนี้ก็จะเป็นการจุดประกายให้แก่จังหวัดอื่นๆ ให้เห็นถึงความเข้มแข็งของภาคประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนแก้ไขปัญหาร่วมกับภาครัฐสมดังคำกล่าวที่ว่า

ไม่มีใครรู้ปัญหาของท้องถิ่นดีกว่าคนในท้องถิ่น” นั้นเอง

----------

หมายเหตุ  เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 18 มกราคม 2560

วันพุธ, มกราคม 18, 2560

ตรรกะ อยากให้ปรองดอง





วันนี้ คสช.ดันหนัก อยากให้ปรองดอง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดนำเหล่าทัพอีกหน เราต้องปรองดอง

“ขอทุกฝ่าย รวมทั้ง สุเทพ-กปปส. ร่วมกระบวนการสร้างปรองดอง” เพราะตอนนี้เป็นคำสั่ง ม.๔๔ แล้ว ถ้าไม่ปรองจะฮึ่มไหม ไม่รู้

แต่สุเทือกและ กปปส. จะปรองด้วยไงไม่รู้ อาจต้องดองไว้ก่อนอีกก็ได้ รอให้จัดกระบวน ปยป. เสร็จก่อน

กระบวนแรก จัดทำโครงสร้าง ปยป. แยกย่อยเป็น ๔ ชุด ยุทธศาสตร์ชาติ ปฏิรูป ปรองดอง และ “บริหารราชการ” เชิงยุทธศาสตร์ แล้วยังแตกสายออกไปอีกแต่ละแขนงให้มีแม่น้ำ ๓ สาย

ที่น่าสนใจก็ตรง “คณะกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์” นี่ละ ตั้งมาเพื่อทำงานแทน หรือทำซ้อนกับผู้บริหารกระทรวงทบวงกรมหรือไร แต่เลขาฯ ปยป. ไม่ให้ความกระจ่าง ทั่นข้ามไปถึงเรื่องตั้ง “สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พีเอ็มดียู)” โน่น

“สำนักงานนี้มีหน้าที่ตรวจสอบ ติดตามการทำงานของ ๔ คณะใน ป.ย.ป. จะมีการตั้งทีมขึ้นมาทำงาน ๑๐ ทีม แก้ไขปัญหาประเด็นยุทธศาสตร์และนโยบายระดับบัญชาการ ๑๐ ประเด็น”

ใครเก่งเลขช่วยคำนวณหน่อย มันกี่คณะ กี่หน่วยงาน กี่ค่าตอบแทน กี่เบี้ยประชุม กี่งบประมาณ นี่ถ้าเป็นรัฐบาลปกติคงเรื่องยาว มิน่าทั่นหัวหน้า เอาวา ใช้มาตรา ๔๔ สั่งเลย

“เพื่อให้องค์กรนี้มีความยืดหยุ่น สามารถดึงคนเก่งๆ เข้ามา โดยคนที่เข้ามาไม่ว่าจะมาจากรัฐหรือเอกชน ต้องสามารถทำให้เชื่อได้ว่า จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงแน่นอน”

(http://www.matichon.co.th/news/428959)

แต่ที่สุดแล้วก็ยังไม่แน่อยู่ดี เพราะพวกคนที่ทีม ผบ. บอกให้กลับมาปรองดอง เพิ่งตั้งข้อแม้ให้รณรงค์ประชาชนทั้งประเทศเคารพกฎหมายกันเสียก่อนถ้างั้นคงต้องไปถาม คสช. ฝ่ายพิทักษ์สันติราษฎร์ดู

พอดีตอนนี้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กำลังยุ่งๆ อยู่กับการแก้ข้อหาจับแพะขังฟรี ๑ ปี ๖ เดือน ด้วยการอ้างว่าแท้จริงแพะเป็นพวกรับจ้างถูกขัง





“ขณะนี้คณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 4 ได้มอบหมายให้ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ตั้งกรรมการสืบสวน สอบสวนข้อเท็จจริงด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ลงไปฝังตัวอยู่ในพื้นที่

เนื่องจากในคำร้องของครูจอมทรัพย์มีข้อพิรุธ ทางพนักงานสอบสวนสงสัยว่าจู่ๆ ทำไมมาขอรื้อฟื้นคดีตอนนี้ ด้วยการกล่าวอ้างถึงรถยนต์คันที่เกิดการเฉี่ยวชนจนมีผู้เสียชีวิตนั้นเป็นคนละคันกัน”

(http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx…)

ทั้งที่ “ยังไม่แน่ใจ” ว่าผู้เสียหาย ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร เกี่ยวด้วยไหม อ้างว่านี่เป็นขบวนการ ทำแบบนี้มาหลายครั้งในภาคอีสาน

ก็คือ “จะหาว่ามีขบวนการดิสเครดิตสำนักงานตำรวจแห่งชาติผู้เที่ยงธรรม” (เก็บจากคอมเม้นต์ Atukkit Sawangsuk) สันนิษฐานว่า ‘ตำรวจตลก’

เมื่อ “คนที่มาทำเรื่องนี้กลายเป็นจเรตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่สอบสวนเรื่องร้องเรียนตำรวจ ไม่ใช่ปกป้องตำรวจ

ต่อไปใครจะกล้าร้องตำรวจกับจเรละครับ (ระบบมันผิดตั้งแต่แรก จเรขึ้นกับ ผบ.ตร. แล้วย้ายกลับไปกลับมาทั้งที่ต้องแยกหน่วยงานออกจากกัน)”





ตรรกะของตำหวดตะหานเนี่ยถ้าไม่เหมือนหนังพีเรียด ก็ต้องเรียกว่าตรรกะ ‘บูเมอแรง’ ได้ยินที่ ผบ.ทอ. พูดถึงเรื่องเครื่องบินกริพเพ็นตกไหม อันทำให้ประเทศไทยมีวีรบุรุษนักบินเพิ่มมาอีกคนน่ะ

“ยืนยันว่าเครื่องบินกริฟเพนเป็นเครื่องบินที่ดี มีสมรรถนะสูง ส่วน น.ต.ดิลกฤทธิ์ ก็เป็นนักบินที่มีชั่วโมงบินสูง มีศักยภาพ มีประสบการณ์ และท่าที่ใช้ในการบินวานนี้ก็ไม่ใช่การบินผาดแผลง เป็นท่าฝึกปกติ” พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง กล่าว

(http://www.komchadluek.net/news/politic/256174)

งั้นถ้าถามว่าอะไรๆ ดีไปหมด แล้วไหงยังตกล่ะ จะตอบอย่างไร

ซ้ำที่ตลกระเบิดไปยิ่งกว่า เป็นตรรกะของอธิบดีกรมเจ้าท่า กรณีการเปิดเดินเรือเฟอรรี่จากพัทยาไปหัวหิน ที่มีการทดลองวิ่งไปเมื่อวันที่ ๕ มกรา โดยมีเรือรบอากาศยานลำเบ้อเร่อวิ่งประกบ (เพื่อความปลอดภัย)

เดิมทีกำหนดจะเปิดเดินเรือประจำตั้งแต่วันที่ ๑๒ มกรา บัดนี้จำต้องเลื่อนกำหนด (ในสไตล์เดียวกับเลื่อนเลือกตั้ง) ออกไปอีกเป็นเดือนกุมภาพันธ์ เพราะคลื่นลมในอ่าวไทยขณะนี้รุนแรงและแปรปรวน

นอกจากนั้น ประชาชาติธุรกิจ เพิ่มเติม “ว่ากันว่า นอกจากคลื่นลมทะเลที่ไม่เอื้อแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นอาจจะทำให้โครงการเดินเรือเฟอรี่ของรัฐบาล คสช. จะไปไม่ถึงฝั่งดังหวัง”

(http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484542756)

“อีกทั้งเรือที่นำมาให้บริการเป็นเรือเก่า สามารถทำความเร็ว ๕๐ กม./ชม. และต้องใช้เวลาเดินทาง ๓-๔ ชม. ไม่ใช่ ๑ ชม. ๔๐ นาทีอย่างที่บริษัทนำเสนอ นอกจากนี้ท่าเรือที่ใช้จอดนั้นก็ค่อนข้างคับแคบ”

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม “เริ่มออกอาการจะไม่ค่อยมั่นใจ หลังพบว่าเป็นเรือลำเล็กและค่อนข้างจะอันตราย”

เลยเป็นที่คาดเดาว่าโครงการนี้มีสิทธิ์ “ล่มปากอ่าว” เพราะถ้ายังขืนวิ่งต่อไปเป็นประจำ จะต้องเอาเรือรบวิ่งประกบตลอดทุกเที่ยว ไม่เช่นนั้น คสช.คงจะต้องกัดฟันซื้อเรือรบเพิ่มอีกหนึ่งกองเป็นแน่





"กรอบ" ของไอเดีย "ปรองดอง" ของ คสช คือ "อย่าทะเลาะกัน" - Somsak Jeamteerasakul + ปรองดองของดี ทำไมสุเทพไม่อยากให้ชาติเดินหน้า





ในขณะที่ยังไม่มีรายละเอียดว่า "ปรองดอง" ของ คสช จะออกมาอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง ผมคิดว่า จากที่เห็นและเป็นอยู่ เราอาจจะสรุปได้กว้างๆว่า

"กรอบ" ของไอเดีย "ปรองดอง" ของ คสช คือ

"อย่าทะเลาะกัน" #ในระดับระหว่างพรรคการเมืองและฐานมวลชน คือในระดับระหว่าง ปชป-พท, นปช-กปปส/พันธมิตร

แต่การไม่ทะเลาะกันในระดับที่ว่า หมายความด้วยว่า "ทุกฝ่าย" ในระดับดังกล่าวที่ไม่ทะเลาะกันนั้น #จะต้องยอมรับอำนาจของสถาบัน, #องค์กร ฯลฯ #ที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบของสังคมโดยรวมด้วย ได้แก่ สถาบันกษัตริย์, กองทัพ, ตุลาการภิวัฒน์ (ศาล, องค์กรอิสระ ฯลฯ) - นั่นคือ #ยอมรับการจัดสรรอำนาจตามที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญคสช (เพียงแต่ "อย่าทะเลาะกัน" ในระดับพรรคการเมืองและฐานมวลชน)

การ "ปรองดอง" ภายใต้ "กรอบ" หรือแนวคิดแบบนี้ จะไม่แก้ปัญหารากฐานของวิกฤติสิบปีได้ ยิ่งไม่ใช่การนำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงและยั่งยืน



Somsak Jeamteerasakul


ปรองดองของดี ทำไมสุเทพไม่อยากให้ชาติเดินหน้า




https://www.youtube.com/watch?v=rvypcjdQhbw

ปรองดองของดี ทำไมสุเทพไม่อยากให้ชาติเดินหน้า

SHTV

Published on Jan 17, 2017

OVERVIEW - VoiceTV21 @Voice_TV

.....

"สุเทพ" ขวางปรองดอง ประกาศชัดไม่คุยกับ นปช. ไม่พูดกับเพื่อไทย ไม่เกี่ยวข้องกับ "ทักษิณ" และค้านการพูดถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมทั้งหมด ไม่แคร์แม้ "บิ๊กป้อม" ระบุถึงเวลาประเทศเดินหน้า ฟากอดีตนายก "สมชาย" ประกาศหนุนปรองดอง ขณะ "สุดารัตน์" ย้ำรัฐต้องรับฟังทุกฝ่าย ส่วน "จตุพร" พร้อมคุยเพื่อทำให้บ้านเมืองก้าวหน้า และ "ณัฐวุฒิ" ย้ำอยากปรองดองต้องสร้างความยุติธรรม

ทำไมบางคนจึงขวางความก้าวหน้าและอยากให้ชาติติดหล่มความขัดแย้งตลอดเวลา?





ลูกเศรษฐี spoiled เจงๆ





เห็นที่ ‘แม่ลูกจันทร์’ ไทยรัฐ ชี้ชัดข้อมูลจริงเรื่องการจับจ่ายมือเติบของ คสช. แล้ว ‘สั่น’

“สรุปว่า ๓ ปีแรกของรัฐบาล คสช. รายจ่ายสูงกว่ารายได้ ขาดดุลบานแห้วไปแล้ว ๑.๙ ล้านล้านบาท”

นี่หมายถึงรัฐบาลจอมยุทธศาสตร์ของบิ๊กตูบ ใช้เงินติดคลังที่รับช่วงมาจากการยึดอำนาจไปมากกว่าที่มีรายได้เข้ารัฐขนาดนั้นเลย


แม่ลูกจันทร์บอกว่านี่เป็นปรากฏการณ์ “ครั้งแรกที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนกล้าทำมาก่อน” และ “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ”

(http://www.thairath.co.th/content/836154)

ที่จริงเค้าให้รายละเอียดตัวเลขยิบยับ เห็นแล้วน่าสะพรึงเลยว่าพวกตะหานเนี่ยแม่งลูกเศรษฐี spoiled เจงๆ หาไม่เป็น ใช้ดะอย่างเดียว โดยเฉพาะสั่งจ่ายล่วงหน้าปีต่อปีเกินกว่าที่บิดามารดาตั้งวง allowance ไว้ให้เยอะแยะ

ภาษารัฐกิจการคลังเขาเรียกว่าตั้งงบฯ ขาดดุล ปี ๕๘ เกินไป ๒.๕ แสนล้านบาท ๕๙ เพิ่มเป็น ๓.๙ แสนล้านบาท ถึงปี ๖๐ ไม่หยุดทำสถิติ เพิ่มเป็น ๕.๕ แสนล้านบาท (เพราะมีแถมสั่งจ่ายเกินตอนกลางปีอีกรอบ)

ที่ร้ายกว่านั้น ชนิดสยิวก็ตรงที่เขาบอกว่า “นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยอมรับว่ารัฐบาลยังต้องจัดทำงบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีกอย่างน้อย ๗ ปี จนถึงปี ๒๕๖๘”

โอ้ หล่าล้า ตายห่ เสร็จเขาสิ มิน่าเมื่อวานทั่นรองฯ ฝ่ายกิจการราชภักดิ์ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ถึงออกมาบอกว่า

“ได้รับมอบหมายให้ดูแลคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ ใน ป.ย.ป.ร่วมกับ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย” รองฯ อีกคน

(http://www.thairath.co.th/content/837253 )

“เพื่อจัดเรียงยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ให้ทันสมัย” ทหารด้วยกันรู้งานว่าจะจ่ายอะไรดี ปีนี้รถถัง ปีหน้าเรือดำน้ำ ปีโน้น ‘โดรน’ ไว้ไปหย่อนระเบิดตามที่พักผู้ลี้ภัย ๑๑๒ ในต่างแดน




วันนี้ทำทีว่า ‘คืบ’ เรื่องปรองดอง ผ่านทางยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีโดย ปยป. (๑๑ ผู้วิเศษกำกับทางเดินชาติ) ที่ซึ่ง นปช. ขานรับในที “พร้อมให้ความร่วมมือ และจะไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการนี้” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนสำคัญแถลง

“ถ้าเริ่มด้วยความจริงใจ โดยเฉพาะจากฝ่ายผู้มีอำนาจ เชื่อว่าน่าจะให้ผลเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่ง อาจดีกว่ายํ่าอยู่ที่เดิมมาแล้วหลายปี”

(http://www.thairath.co.th/content/837514)

มิใยที่แกนนำฝักตรงข้าม ถาวร เสนเนียม แห่ง กปปส. แย้งว่า “การสร้างความปรองดองเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้บ้านเมืองสงบ หากระบบราชการยังมีปัญหา...

ดังนั้น นอกจากการตั้ง ป.ย.ป.แล้ว ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ไขสาเหตุของความขัดแย้งด้วย”

ขณะที่แกนนำ กปปส. อีกราย สุเทพ เทือกสุบรรณ ฟันธง “การปรองดองไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องตั้งโจทย์ว่าจะให้ใครปรองดองกับใครและใช้วิธีการใด”

ถ้าจะให้ตนไปปรองดองกับกลุ่ม นปช. ละก็ ถามว่าปรองดองกันเรื่องอะไร ทั้งยังอ้างว่า นปช. เป็นของทักษิณ ฉะนั้นไม่ขอปรองดองกับ นปช.

“ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยที่จะไปลบล้างความผิดให้ผู้กระทำผิดกฎหมายอาญารุนแรง โดยเฉพาะในมาตรา ๑๑๒ คดีทุจริตคอร์รัปชัน คดีวางเพลิงเผาทรัพย์ และคดีใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน หากไม่ใช่เรื่องเหล่านี้สามารถเจรจาได้”

ถ้างั้นคดีบุกรุกที่ดินเขาแพง คดีกลุ่มชายชุดซาฟารีเข้าไปในเซ็นทรัลเวิลด์ก่อนไฟไหม้ คดีการ์ด กปปส. แจ้งวัฒนะทำร้ายตำรวจและทหาร ก็คงไม่เข้าข่ายปรองดอง สินะ




วันอังคาร, มกราคม 17, 2560

Total Cost of Ownership - ค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยมีใครคิดกันเกี่ยวกับการซื้ออาวุธของกองทัพไทย

บทความอยู่ที่: Total Cost of Ownership - ค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยมีใครคิดกันเกี่ยวกับการซื้ออาวุธของกองทัพไทย








งบประมาณที่ทางทหารไทย ใช้ไปในการซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่างๆ เพื่อสร้าง “แสนยานุภาพ” ให้ประเทศเพื่อนบ้านต้อง “เกรงใจ” กันนั้น

เปรียบเสมือนกับ Tip of the Iceberg หรือส่วนที่เห็นอยู่เหนือน้

ไม่ว่า จะจ่ายเงินซื้อเครื่องบินไปในราคาเท่าไร รถถังราคาเท่าไร หรือแม้แต่เรือดำน้ำ ราคาเท่าไรก็ตาม

เงินที่เสียไปในการซื้ออุปกรณ์เหล่านั้น ก็เปรียบเสมื่อนกับ Iceberg ที่ลอยอยู่เหนือพื่นน้ำทั้งสิ้น

อย่างเครื่องบินที่เพิ่งตกไป ก็ไม่ใช่ลำละ 2 พันกว่าล้านบาท เพราะนั่นเป็นเพียงค่า Hardware ที่ซื้อมา เพราะเราไม่ได้คิดเรื่องของส่วน Iceberg ที่ยัง "จมน้ำ" หรือ "อยู่ใต้น้ำ" กัน

------------

เราลองมาคิดกันดูง่ายๆ เกี่ยวกับส่วนที่ "อยู่ใต้น้ำ" กัน เพราะมันจะสะสมไปด้วยค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างเช่น:

• ค่าใช้จ่ายก่อนและหลังการทำสัญญาซื้ออาวุธ

• ค่าใช้จ่ายในการซื้อสถานที่ หรือ ที่ดิน เพื่อทำการก่อสร้างสถานที่เก็บสรรพาวุธ รถถัง เรือดำน้ำ และแม้แต่เครื่องบิน

• ค่าใช้จ่ายในการสร้างโกดัง โรงเก็บอาวุธ สรรพาวุธ รวมไปถึง ท่าเรือ ท่าเทียบเรือ พร้อมกับวัสดุการก่อสร้างทั้งหมด ไม่ว่า จะเป็นปูน ยาง ซีเมนต์ เหล็ก ลวด ฯลฯ พร้อมกับ การรักษาความปลอดภัยในสถานที่เก็บอาวุธ ยุทโธปกรณ์เหล่านั้น

• วัสดุเสริม อะไหล่ หรือ แม้แต่ Parts เสริม (Accessories)

• ค่าใช้จ่าย ค่าฝึกซ้อม และ การซ้อมรบ

• อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกฝน เช่น ลูกกระสุน จรวด ขีปนาวุธ ฯลฯ

• เงินเดือน Overtime สวัสดิการที่ต้องเสียให้กับผู้ทำงานเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งโดยทางตรง และทางอ้อม

• ค่ารักษาพยาบาล เมื่อเกิดการบาดเจ็บ หรือ เสียชีวิตในหน้าที่ รวมไปถึงพิธีกรรม กับบุคลากรซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านั้น

• ค่าใช้จ่ายในการฝึกฝน อบรมหลักสูตร รวมทั้งเขียนคู่มือต่างๆ เป็นภาษาไทย

• ค่าใช้จ่ายการ Update Software และ Update Hardware รวมทั้งการ Upgrade Equipment ต่างๆ

• ค่าซ่อมแซม สึกหรอ ค่าบำรุงรักษา

• ค่าทำความสะอาด น้ำยา น้ำล้าง ขัดสีให้ดูดี ผ้าทำความสะอาด รวมไปถึงอุปกรณ์ประเภท Washer, Dryer เครื่องดูดฝุ่น สายยางฉีด ฯลฯ

• ค่าเก็บขยะ สิ่งปฎิกูล ที่เกี่ยวข้องจากอาวุธแต่ละชิ้น รวมทั้งค่าทำลายทิ้ง เมื่อหมดอายุการใช้งาน

• ค่าจัดการบริหารบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับ เครื่องบิน, เรือรบ, รถถัง, รถหุ้มเกราะ ฯลฯ

• ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง

• ค่าประกันภัย

• ค่าบริการอื่นๆ ในสถานที่เก็บรักษา เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ รวมทั้งงานธุรการและงานบริการ ฯลฯ

• ค่าเดินทางขนส่งไปงานทางการต่างๆ หรือไปแสดงนิทรรศการ ฯลฯ

• ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ฯลฯ

------------

เหมือนกับการซื้อรถใหม่ สิ่งทีเราทราบคือ รถราคาเท่าไร แต่หลังจากนั้นอีก 5-6 ปี เราก็มีค่าใช้จ่ายมากมาย กับตัวรถ เช่น ค่าประกันภัย, น้ำมันเชื้อเพลิง, ค่าซ่อมแซม บำรุงรักษา และค่ารักษาประจำปี ที่ทางผู้ผลิตแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆ

ค่าใช้จ่ายที่เปรียบเสมือนอยู่ใต้ Iceberg นี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องทำในแต่ละปี เพราะถ้าไม่ดำเนินการแล้ว ของที่ซื้อมา ก็ใช้ไม่ได้ กลายเป็นสนิม และในที่สุดก็ต้องโยนทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

------------

ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ในก้อน "Iceberg" แบบนี้ ทางตะวันตกเรียกว่า "Total Cost of Ownership" หรือ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างตั้งแต่ ซื้อมา ใช้ไป จนกระทั่งวัตถุเหล่านั้น กลายเป็นเศษเหล็ก หรือ ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

จะคิดทั้งส่วนที่ "อยู่พ้นน้ำ" และ "อยู่ใต้น้ำ" รวมกัน

แต่เราจะเห็นแต่ตัวเลขของ "ราคาซื้อ" เท่านั้นเอง ซึ่งเปรียบเสมื่อนส่วนที่เห็นอยู่เหนือน้ำ

------------

ถ้าเครื่องบินราคา 2 พันล้านบาท ท่านก็ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่จะต้องมี หลังจากได้รับมอบ "สินค้า" ตัวนั้นแล้ว

ราคา Total Cost of Ownership จะต้องระบุว่า ต้องการใช้งานกี่ปี 10, 15, 20 หรืออะไรก็ว่าไป ต้องมีกระสุนปืนเท่าไร ฝึกซ้อมปีละกี่ครั้ง น้ำมันในการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง กี่ลิตร ก็ว่าไป รวมทั้ง ค่าประกันความเสียหาย ค่าซ่อมแซมส่วนสึกหรอ (Wear and Tear) ฯลฯ

การจัดซื้อ Procurement ของประเทศทางตะวันตก จะละเอียดมากๆ และมีรายงานเป็นหน้าๆ เพื่อหลักการ Justification หรือสมเหตุสมผลว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อปี ตกเท่าไรต่อหนึ่งลำ หรือ หนึ่งคัน

------------

ในเรื่องศึกสงครามของประเทศในเขตอาเซียนปัจจุบัน ท่านก็ต้องลองวิเคราะห์ดูว่า สงครามที่ใช้ยุทธวิธี “เดินดิน” ใช้รถหุ้มเกราะ ใช้เรือดำน้ำในพื้นที่ มันมีโอกาสมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับสถานที่และพื้นที่ของประเทศไทย

------------

กองทัพไทย พยายามจัดงบประมาณซื้ออาวุธหนักกันอย่างบ่อยครั้ง เมื่อของเก่าซื้อมา และไม่ได้ใช้งานบ่อย (การฝึกซ้อมแต่ละครั้ง ต้องใช้งบประมาณรายจ่ายสูงมากๆ เพราะลูกปืน จรวดขีปนาวุธต่างๆ ไม่ได้มีราคา “ถูก” แต่อย่างใด)

และถ้าหมดสัญญาการ Maintenance ทุกอย่างก็จะต้องจ่ายเป็นตัวเงินแทบทั้งสิ้น

อย่างเรือดำน้ำลำละ 12,000 ล้านบาท ก็จะต้องมีการคำนวณค่าใช้จ่ายที่ติดตามมาในแต่ละปี การซ้อมรบ ลูกตอร์ปิโด ลูกละเท่าไรที่จะต้องใช้ น้ำมันเชื้้อเพลิง อุปกรณ์ บุคลากร ฯลฯ ถ้า "ขี้เหนียว" เรื่องแบบนี้ ก็อาจจะเกิด อุบัติเหตุได้ง่ายๆ เนื่องจาก "ฝึกฝนมาไม่่เพียงพอ" เพราะ การฝึกแต่ละครั้ง เสียงบประมาณนับล้านบาท เป็นต้น

------------

นอกจาก “งบผูกพัน” ที่จะต้องใช้ในการ “ผ่อนส่ง” การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในแต่ละปีแล้ว งบประมาณของการดูแลที่กล่าวไว้ (ใต้น้ำแข็ง) มันจะเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะถ้าเอาแต่ซื้อแต่ของใหม่ๆ เราจะเห็นขนาดของ “น้ำแข็งใต้น้ำ” ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอยู๋เรื่อยๆ

ถ้าจะเอาแต่ Commission อย่างเดียว มันก็เหมือนกับซื้อมา “ทิ้ง” และปล่อยให้มันเป็น “สนิม” กันทั้งหมด...

------------

ไม่เป็นเรื่องดีต่อ งบประมาณของประเทศชาติ รวมทั้งเสียโอกาสในการพัฒนาบ้านเมืองในส่วนอื่นๆ อีกเช่นกัน

พูดง่ายๆ คือ ยิ่งซื้อ อาวุธ และ Hardware เข้ามากันมากเท่าไร ค่าใช้จ่ายส่วน "ที่จมน้ำ" ของ Iceberg ก็ยิ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

และเป็นค่าใช้จ่ายที่ประชาชนธรรมดา ไม่สามารถมองเห็นกันได้ เพราะมันเป็นส่วน "ภายใน" กองทัพ และอาจจะเข้าไปอยู่เป็น "ส่วนหนึ่ง" ของงบประมาณประจำปีได้

------------

Total Cost of Ownership จะคุ้มค่าแค่ไหน กับเงินภาษีประชาชนที่เสียไป หากนำเอาเงินส่วนดังกล่าวไปพัฒนา เพื่อบุคลากรและมันสมองของประเทศกัน ในระยะเวลาพอๆ กับตัว Total Cost of Ownership ในการซื้ออาวุธ บวกกับค่าใช้จ่ายหลังจากนั้น...


Iceberg ที่อยู่เหนือน้ำ แต่ยังมีส่วนที่อยู่ใต้น้ำอีกพอสมควร (จะเป็นอัตราเท่าไร ก็ต้องดูที่ Total Cost of Ownership กัน เพราะจะต้องทราบด้วยว่า มันผูกพันกับสิ่งที่อยู่เหนือพื้นน้ำด้วย เพราะเราต้องเห็น ภาพใหญ่ หรือ Big Picture ทั้งหมดว่า ราคาสิ่งของที่จะซื้อมาแต่ละอย่างนั้น จะต้องนำเอาภาษีของประชาชนไปจุนเจือปีละเท่าไร...

เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนผู้เสียภาษีควรจะนำไปขบคิดกันด้วย


Doungchampa Spencer-Isenberg


-----

คอมเม้นท์เสริมของดิฉัน หลังจากบทความได้ถูกโพสต์ลงไปแล้ว:

1)   
ถ้าเราจะคิดตัวอย่างง่ายๆ ท่านจะซื้อเรือ หรือ ซื้อรถ ท่านก็จะต้องสร้างโรงเก็บของ หรือ โรงรถ ที่จอดรถ เพื่อป้องกันรักษาสิ่งที่ท่านซื้อมา

แต่ในทางการทหาร ท่านจะซื้อรถถังมาเป็นสิบๆ คัน หรือ ทหารเรือจะเอาเรือดำน้ำ หรือ ทหารอากาศจะเอาเครื่องบิน


สิ่งที่ตามมาคือ พื้นที่ในการเก็บของ ถ้าไม่มีพื้นที่ ก็จะต้องไปเวนคืน หรือ ซื้อทีดิน ซึ่งติดๆ กับกองทัพ จากนั้น ก็ต้องเริ่มดำเนินการก่อสร้าง เพื่อเก็บของเหล่านี้กัน

เรือก็ต้องมี อู่จอด รถถังก็ต้องมีโรงเก็บ เครื่องบินก็ต้องมีโกดังเก็บเหมือนกัน

ก็ต้องมีการสร้างลู่ สร้างลานบิน สร้างถนนเพื่อให้ของเหล่านี้ มาปฎิบัติการได้

จากนั้น ก็ต้อง ล้อมรั้ว หรือ ไม่ก็สร้างกำแพง เพราะเป็นเขตหวงห้าม

นี่คื่อ ตัวอย่างผลพวงของการซื้อของ เพราะไม่ใช่ว่า จะได้เครื่องบินมาอย่างเดียว แต่จะต้องมีสถานที่เก็บซ่อม บำรุงรักษา และบุคลากรก็จะต้องเพิ่มขึ้น เพราะไม่อย่างนั้น ก็จะไม่สามารถดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์ได้อย่างเต็มที่

------

เมื่อรถท่านเกิดเสียขึ้นมากลางทาง ท่านก็เรียก ผู้บริการหลายเจ้ากัน มาลากรถท่านเข้าอู่

ถ้าเป็นทางการทหาร มันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายแบบนี้เช่นกัน ปืนใหญ่ ปืนครก ล้อหลุดขึ้นมา ก็ต้องมีพวกฉุกเฉินเหล่านี้ เข้ามาประจำการ

แถมอาจจะต้องซื้อเครื่องไม้เครื่องมือกันใหม่ เพื่อรองรับอาวุธใหญ่ๆ ที่เพิ่งซื้อกันมา

เพราะไม่อย่างนั้น เจ้านายผู้ทำการซื้อของ คงจะ "หน้าแตก" กันเป็นแถวๆ ว่า ซื้อมาแล้ว ซ่อมกันไม่เป็น...

------

การซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์ ต้องคิดเหมือนกับ การซื้อรถยนต์ ซื้อบ้านว่า เราจ่ายเงินไปแล้วเพียงแค่รถ หรือ บ้านเท่านั้นหรือ?

ไม่ใช่เลย เพราะค่าใช้จ่ายที่ตามมาแต่ละปี มันมีเต็มไปหมด

แม้กระทั่ง ตอนที่ต้อง "ขน" ไป "ทำลาย" ให้หมด เมื่อหมดสภาพ หรือ หมดอายุงาน

ใครจะไป "ลาก" ให้ฟรีๆ ล่ะคะ? การทำลาย อาจจะต้องคิดถึง ระบบนิเวศน์ด้วยว่า เป็นอย่างไร จะทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่

ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ในการทำวิจัยต่างๆ ตามมาอีก

ก็ให้เห็นภาพเลย ตั้งแต่ "เกิด" จน "ตาย" ว่า มันมีแต่ "ค่าใช้จ่าย" ทั้งนั้น ถ้าไม่มีการ "รบ" หรือ "ต่อสู้กับอริราชศัตรู" เกิดขึ้น

------

ตรรกะง่ายๆ ก็คือ ถ้า ไม่ "ซื้อ" ก็ไม่ต้องมี "เรื่องต่างๆ" แบบนี้ ตามมาแน่นอน...

เหมือนกับที่พระท่านกล่าวไว้ ที่เราได้ยินกันเสมอๆ ว่า "ถ้าไม่เกิด ก็ไม่มีทุกข์"

ถ้าไม่มีบ้าน หรือ ไม่มีรถ ค่าใช้จ่ายต่างๆ เหล่านี้ ก็ไม่มีใช่ไหม?

ฉันใด ก็ ฉันนั้นค่ะ

เราต้องคิดแบบนี้ เพราะไม่อย่างนั้น เราจะคิดแต่ ราคาอาวุธูใหม่ๆ เท่านั้น เราไม่ได้คิดถึงเรื่อง "หลังจากนั้น" กันเลย

และเรื่อง "หลังจากการซื้อ" นี่แหละ ที่ "ดูด" ภาษีประชาชนกันไปอีกนับล้านๆ บาทต่อปี...



------

2)  อย่างคนเราจะซื้อบ้าน หลังละ 5 ล้านบาท มันไม่ใช่ซื้อแค่ 5 ล้านแล้วจบ ถึงแม้จะซื้อเงินสดก็ตาม

ถ้าจะอยู่จนบ้านพังไป (30 ปี) ก็ควรจะทราบว่า ค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายทุกๆ ปี มีอะไรบ้าง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าประกัน ค่าซ่อมแซมรักษา และเรื่องต่างๆ อีกจิปาถะ

มันไม่ใช่ ซื้อบ้านแล้วก็จบเมื่อไร

-------------

ยิ่งถ้าเป็นอาวุธแล้ว มันก็ต้องมีการฝึกซ้อม กระสุนปลอม กระสุนจริง ก็ต้องสั่งซื้อมา เพราะมันผูกพันกับ ของที่ซื้อ รวมทั้ง พวกที่ต้องอยู่ประจำการ ซ่อมแซม ดูแลวัสดุต่างๆ

ดิฉันไม่เคยเห็นทางทหารทำเรื่องของ Total Cost of Ownership ให้ประชาชนดูกันเลยว่า ไอ้ที่ซื้อๆ มานั้น กะว่าจะใช้งานกันกี่ปี และ แต่ละปี มีค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง

เรามีแต่ตัวเลข "การซื้อ" ว่า ของนี้ ราคาเท่าไร

พวกนี้ พูดไปเหมือนซื้อรถยนต์กัน ราคากี่ล้านก็ว่าไป แต่ไม่สามารถบอกตัวเลขในการซ่อมแซม บำรุงรักษาในระยะเวลาอีก 5-10 ปีได้เลยว่า จะต้องใช้ภาษีอีกกี่ล้านบาท

------------

ถ้าจำเรื่องเรือเหาะนรกได้ (มังกรเหิรฟ้า)

ซื้อมากี่ล้าน แต่เวลาสูบลม เติมแก้ส ทีนึง ล่อเข้าไปอีกกี่ล้านบาท แถมมันก็ซึมรั่วออกมา บวกกับตกในท้องที่เสียด้วย

เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ของฟรี มีแต่เสียเงินทั้งนั้น และมันไปผูกพันกับเรือเหาะด้วยใช่ไหมคะ?

ตัวเลขของ Total Cost of Ownership ไม่เคยมีใครกล้านำมาโชว์ โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลาการใช้ว่า กี่ปี ซ่อมแซม บำรุงรักษา ไปซ้อมรบ อย่างไรบ้าง

ถ้าเป็นทาง Pentagon เรื่องแบบนี้ เขาทำละเอียดเลยค่ะ เพราะอาวุธทุกอย่าง จะต้องบอกเลยว่า ปลดประจำการกันกี่ปี เพื่อให้มีอาวุธหมุนเวียนกันได้ตลอด

ไม่ใช่ สักแต่ว่า เอาแต่คอมมิชชั่นอย่างเดียว ซื้อแล้ว ก็หมด นายพลรุ่นต่อไป ก็จะซื้อบ้าง ไปๆ มาๆ เราก็จะมีอาวุธที่ใช้งานไม่ได้เยอะขึ้นตามลำดับจริงๆ


3)  
ทางการออกข่าวของไทย สนใจแต่เรื่อง ราคาของอาวุธชุดใหม่เท่านั้น อย่างรถถัง เรารู้ว่า คันละกี่ล้านบาท แต่ไม่เคยมีใครทำ Total cost of ownership เลยว่า จะต้องใช้เวลากี่ปี อายุการทำงานเท่าไร ถึงจะซื้อใหม่ได้

เราจึงเห็นการซื้ออาวุธเหล่านี้เป็นว่าเล่นกัน


และแถมยังไม่มีใครคิดเกี่ยวกับ ค่าใช้จ่ายภายหลังด้วย ว่า มันมีอยู่เท่าไรนะคะ

ซื้ออาวุธใหม่มา มันก็ต้องมีบุคลากรเกี่ยวข้อง บุคลากรก็ไม่ได้มาทำฟรีๆ ต้องจ่ายเงินเดือน สวัสดิการให้

เราไม่ได้ทำ Total Cost of Ownership ให้เห็นกันนี่คะ เคยชินกับระบบว่า อยากจะซื้อก็ซื้อ

เราถึงเห็น รถถังสนิมกิน แบดเสื่อม

เราก็เห็นทหารออกมาพูดกันว่า งบซ้อมรบมีน้อย กระสุน จรวด ลูกละเป็นแสนๆ

นี่คือ สิ่งที่ตามมาหลังจากการซื้ออา่วุธค่ะ

ลองดูเรื่องเรือดำน้ำก็แล้วกัน ซื้อมาแล้วไม่มีการซ้อมยิงตอร์ปิโดหรือ? ตอร์ปิโดซ้อมลูกละเท่าไรล่ะคะ?

ยังมีน้ำมันเชื้อเพลิง การทดสอบสมรรถภาพ ค่าประกัน อื่นๆ อีกเยอะเลยใช่หรือไม่?

ไม่มีใครขายของฟรีหรอกค่ะ ขนาดรถยนต์ เรายังต้องจ่ายค่า tune up หรือ เปลี่ยนน้ำมันเครื่องกันเลยใช่หรือเปล่า?

วันจันทร์, มกราคม 16, 2560

New Normal ของระบอบปกครอง ‘ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’





สองสามวันมานี้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ คสช. เพื่อกระชับพื้นที่ด้านอำนาจตุลาการและราชทัณฑ์ สองเรื่องด้วยกัน

ที่โดยผิวเผินแล้วดูเหมือนอาการขึงขังเอาจริงเอาจังกับการปฏิรูปด้วยตัวบทกฎหมาย แต่แท้จริงน่าจะเป็นเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือในการกำกับทางการเมืองการปกครอง หลังจากที่ คสช. ลงจากหลังเสือไปเดินจูงแทนอยู่ข้างๆ เสียมากกว่า

เรื่องแรกเป็น ‘ก้าวแรก’ “การขับเคลื่อนงานด้านการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์” ที่ คสช. เรียกประชุม ปยป. นัดแรก เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม

ที่จริงแล้วเน้นเรื่อง ‘ปรองดอง’ ให้มันดูดีน่ะแหละ ดังที่ทั่นรองฯ ฝ่ายมั่นคง ย้ำนักย้ำหนาให้พวกการเมืองสองฟากสองพรรคปรองดองกันเอง ไม่ใช่กับตะหาน แม้ว่าเหตุร้ายจากพรรคการเมืองด้วยกันแค่เจ็บใจ แต่เหตุบรรลัยจากทหารนั่นเจ็บและตาย

ก่อนอื่นต้องรู้จัก ปยป. กันก่อน ถึงจะชื่อย่อแต่เรื่องยาวทีเดียว เป็นคณะกรรมการ ๑๑ คน มีประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นหัวหน้า และสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นเลขานุการ ทั้งเป็นคณะที่หัวหน้าประยุทธ์บอกว่า

“คณะกรรมการชุดนี้เป็นชุดที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทยในเวลานี้ โดยเป็นคณะที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของประเทศในทุกด้าน” ทั้งในเรื่องการปฏิรูปอะไรต่อมิอะไร เรื่องยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี และเรื่องปรองดอง กับคนที่ ‘ยอมรับผิด’ (เท่านั้นนะ)

(http://www.matichon.co.th/news/427976)

เนื้อหาประมาณนี้ “กฎหมายหลายฉบับยังไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้นวันนี้จึงอยากให้ปลดล็อกพันธนาการ เหล่านั้น” อาทิ เช่นด้วยแนวทางของกรรมาธิการ สปท. ชุดของนายเสรี สุวรรณภานนท์ ที่ “มีไฮไลต์ คือ ‘การพักโทษ’ ในส่วนคดีความผิดไม่ร้ายแรง...

หากจำเลยยอมรับผิดตามที่ถูกฟ้อง จะเสนอให้ศาลจำหน่ายคดีออกไป แต่ระหว่างนั้น ๕ ปี ห้ามไปก่อปัญหา...ห้ามชุมนุม ปลุกปั่นยุยง สร้างความแตกแยก”

รู้นะว่านิยามของการก่อปัญหา ชุมนุม ปลุกปั่น และทำแตกแยก นี่อยู่ที่การต่อต้าน คัดค้าน คสช. และผู้ครองอำนาจเท่านั้น ถ้าเป็นทำอย่างเดียวกันต่อพวกเห็นต่างหรือพวกนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถือว่าไม่เข้าข่าย

อีกเรื่องเป็นข้อกฎหมายของการปล่อยตัวชั่วคราว ที่ “ศาลยุติธรรมดีเดย์นำระบบประเมินความเสี่ยงในการปล่อยตัวชั่วคราว” มาใช้ เริ่มทดลอง ๑ กุมภาพันธ์นี้ นำร่อง ๕ ศาล มี “ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลจังหวัดจันทบุรี ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ และศาลจังหวัดเชียงใหม่”

“ใช้เวลาทดลอง ๑-๓ ปี ก่อนพิจารณาขยายไปยังศาลอื่นทั่วประเทศและทดลองกับทุกฐานความผิดซึ่งขยายอัตราโทษมากขึ้นยกเว้นความผิดในคดีอุกฉกรรจ์”

(http://www.nationtv.tv/main/content/social/378531005/)

อันนี้เป็นการให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกัน “เฉพาะคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี...แม้อัตราโทษคดีไม่เกิน ๕ ปี จะมีสิทธิได้รับการรอลงอาญาตามกฎหมายอยู่แล้ว”

แต่การทดลองนี้เพื่อเปรียบเทียบดูว่า การปล่อยโดยเงินประกันกับการปล่อยโดยประเมินความเสี่ยง อันไหนหนีมากกว่ากัน แล้วค่อยปรับอีกที

นอกจากนี้ยังจะมีการทดลองนำกำไลควบคุมทางอีเล็คโทรนิคมาทดลองใช้ ๑๐๐ อัน เพื่อเตรียมการสำหรับแผนจัดซื้อ ๑ พันอัน ที่ “จะนำมาใช้กับศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย”

ที่สุดแล้วก็จะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ‘ชื่อเสีย’ ของกระบวนยุติธรรมไทย ในสายตานานาชาติได้แต่อย่างใด ดังกรณีศาลขอนแก่นปฏิเสธคำร้องขอยกเลิกการถอนประกันนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ‘ไผ่ ดาวดิน’ มาแล้ว ๕ ครั้ง





จากข้อหาที่อ้างว่าผู้ต้องหาโพสต์เฟชบุ๊ค “เย้ยหยันอำนาจรัฐ” ซึ่ง ผศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นในการเสวนาเรื่อง ‘เมื่อสิทธิการประกันตัวหายไป’ เมื่อวานนี้ (๑๕ มกรา) ชี้ว่าไม่ใช่ฐานความผิด

“เมื่อศาลมีดุลยพินิจ การใช้ดุลพินิจจะต้องมีขอบเขต การใช้ดุลพินิจโดยไม่มีกรอบกฎหมายกำกับไม่สามารถทำได้ ซึ่งในกรณีของไผ่ อาจไม่อยู่ในข้อกฎหมาย จึงมีการตั้งคำถามเกิดขึ้นตามมา และสุดท้ายจะนำไปสู่การตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม”

(http://www.prachatai.org/journal/2017/01/69640)

อจ.สาวตรี ยังเขียนเฟชบุ๊คส่วนตัว (ตามเนื้อถ้อยเรียงคำของผู้เขียน) ย้ำความลักลั่นอย่างเผด็จการของกระบวนยุติธรรมไทยด้วยว่า “มันมีคำกล่าวว่า ความอยุติธรรมที่เลวร้ายที่สุดคือความอยุติธรรมที่เกิดจากกฎหมาย

เมื่อฟังจากพ่อไผ่พูดแล้วก็ให้รู้สึกว่า ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปเขาโดนเอาเปรียบจากกฎหมายเพราะไม่รู้เรื่องอะไรอันนี้ก็เจ็บปวด แต่พอเป็นคนที่รู้เรื่องกฎหมายแล้วเกิดความสิ้นหวังขึ้นมา อันนี้เจ็บปวดยิ่งกว่า”





อนึ่ง ‘พ่อของไผ่’ นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา หรือ ทนายอู๊ด กล่าวในการเสวนาที่ธรรมศาสตร์ตอนหนึ่ง ถึงท่าที่ของลูกชายในขณะนี้ว่า “ทุกครั้งที่ถูกจับเขาจะยิ้มตลอด เป็นคนยิ้มง่าย ถูกจับก็ยิ้มอดทนเอา

มาถึงตอนนี้ร่างกายจิตใจยังดีอยู่ แต่บางครั้งมันมีช่วงที่ดูเหงาๆ ผมก็ถามเป็นอะไรลูก เขาบอกว่าเริ่มหมดหวังกับกระบวนการยุติธรรมแล้ว...

จะแพ้ จะชนะ เราไม่ว่าอะไร แต่โปรดทำตามกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรม”

(http://www.prachatai.org/journal/2017/01/69640)

นี่หรือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปและปรองดองที่ คสช. อ้างนักอ้างหนา ทว่า ผู้โหยหาประชาธิปไตยบางท่านกลับเห็นว่า เป็นการกระชับอำนาจด้วยกฎหมายให้แก่คณะทหาร เมื่อในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ประทับทรงราชย์อย่างเต็มพิกัดแล้วมากกว่า

โดยขณะนี้ คสช. ก็ได้จัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อให้ไปปรับเปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติ แล้วอย่างเรียบร้อยรวดเร็วตามพระราชประสงค์*

จึงมี *พระราชโองการโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญชั่วคราวแก้ไขครั้งที่สอง เรื่องพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ยามเมื่อทรงประทับอยู่นอกราชอาณาจักร หรือไม่ก็ได้ ออกมา





กับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากพระมหากษัตริย์ “พระราชทานข้อสังเกตุ” ให้เปลี่ยนแปลงใดๆ ก็จะต้องจัดการเปลี่ยนไปตามพระราชประสงค์ภายใน ๓๐ วัน แล้วทูลเกล้าฯ ใหม่ ถ้าไม่ทรงพระราชทานกลับลงมาภายใน ๙๐ วัน หรือไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ก็ให้รัฐธรรมนูญแก้ไขนั้นตกไป”

(http://www.komchadluek.net/news/politic/256229)

อันนี้เป็นหลักประกันมั่นแม่นว่าพระราชอำนาจ ในหมวดพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญโดดเด่นเป็นราชาธิปไตยกว่าครั้งใดๆ ในระบอบการปกครองนับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นมา

อีกทั้งยังจะเป็นทางปฏิบัติปรกติแนวใหม่ หรือ New Normal ของระบอบปกครอง ‘ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ ด้วยว่า

ขณะที่พระเจ้าอยู่หัว ‘ทรงราชย์’ ก็ยัง ‘ทรงโบอิ้ง’ เทียวไปเทียวมาที่บาวาเรียบ่อยๆ พร้อมกันไปด้วย ปล่อยให้พวกขุนศึกมูลนายดูแลบ้านเมืองกันได้ หากไม่ใช่อย่างสรวญเกษม ‘เปรม’ ปีรติ ก็ครบครันชั้นเชิงแบบ ‘ประยุทธ์’ ตุ๊ดตู่


ประชาไท : รู้จัก ‘ปรวย’ ผู้ลี้ภัย-ผู้กำกับหนังลุงนวมทอง /Democracy After Death





รู้จัก ‘ปรวย’ ผู้ลี้ภัย-ผู้กำกับหนังลุงนวมทอง /Democracy After Death

Mon, 2017-01-16 15:04

ที่มาประชาไท
ทีมข่าวการเมือง

Democracy After Death ภาพยนตร์ที่แทบไม่มีการกล่าวถึง

ต้นเดือนตุลาคม 2559 มีข่าวเล็กๆ ว่า ในงานรำลึก 40 ปี 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งบังเอิญว่าเป็นการครบรอบ 10 ปี รัฐประหาร คมช. 2549 ด้วยนั้น มีการนำภาพยนตร์เรื่อง “Democracy After Death : A Tragedy of Uncle Nuamthong Praiwan” มาฉายในงานด้วยโดยไม่ได้มีการโปรโมทนัก หลังการฉายในครั้งนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีการฉายหรือเผยแพร่ภาพยนตร์เรื่องนี้ในที่ไหนอีก มีเพียงกระแสข่าวว่าคณะกรรมการผู้จัดงานถูกเตือนจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงว่าเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์อาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายอาญา ม.112

ล่าสุด ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกฉายอีกครั้งที่งาน Screening of THAI Political Film จัดโดย กลุ่ม ASEAN’s friend ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 ที่มหาวิทยาลัย Songkunghoe University ประเทศเกาหลีใต้ และไม่นานมานี้ก็มีการเผยแพร่หนังเรื่องนี้สู่สาธารณะในเวอร์ชั่น “เซ็นเซอร์” ปรากฏบนยูทูบ ซึ่งตัดบางฉากออกไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

รูปแบบการนำเสนอของภาพยนตร์เรื่องนี้รวมหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน ไม่ว่า อะนิเมชัน การแสดง กระทั่งฟุตเทจข่าวจริงๆ จำนวนมาก โดยรวมแล้วอาจเรียกได้ว่ามันเป็นภาพยนตร์สารคดีการเมืองที่มีสีสันและสมบูรณ์ที่สุดเรื่องหนึ่งของไทย เพราะนอกจากมีเนื้อหารำลึกถึงการต่อสู้และการตายของ ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ คนขับแท็กซี่สูงวัยที่ขับรถพุ่งชนรถถังเพื่อประท้วงการรัฐประหารปี 2549 และท้ายที่สุดผูกคอตายเพื่อยืนยันว่าผู้ยอมสละชีพเพื่อต่อต้านรัฐประหารมีจริงแล้ว มันยังได้ย้อนทวนไปถึงจุดเริ่มต้นความขัดแย้งในเหตุการณ์ปี 2549 ซึ่งเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์การเมืองที่ยาวนานต่อเนื่องมาถึงสิบปีโดยที่ยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติ

ภาพความรุนแรง ความโหดร้าย ความเกรี้ยวกราด และความสิ้นหวังซึมเซา ถูกฉายยาวนานชั่วโมงครึ่ง ในตอนท้ายก็เหมือนภาพยนตร์ทั่วไปที่ต้องระบุเครดิตฝ่ายต่างๆ คำว่า “Anonymous” ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีเพียงชื่อของผู้กำกับเท่านั้นที่โดดเด่น “เนติ วิเชียรแสน” เขาคือผู้กำกับหนังโฆษณาที่ต้องหลบหนีออกจากประเทศไทยเพราะการโพสต์ความเห็นในเว็บบอร์ดการเมืองแห่งหนึ่ง โดย DSI ได้จับกุมเขาและแจ้งว่าภาพและข้อความของเขานั้นเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ชื่อจริงผู้คนอาจไม่รู้จัก แต่หากเรียกเขาใหม่ในนามแฝงว่า “ปรวย” หรือ Pruay Saltihead ผู้เป็นคอการเมืองที่ชอบท่องโลกอินเทอร์เน็ตในช่วงปี 2549 เป็นต้นมาน่าจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี

ใครคือปรวย

ตอนที่โพสต์ความเห็นบนเว็บบอร์ด ผมคิดว่าผมไม่ผิดนะ เราไม่ได้ด่าอะไรใครที่มันเกินเลย ไม่ได้โจมตีตัวบุคคล ไม่เคยคิดว่าประเทศนี้มันเป็นถึงขนาดนี้

จุดเริ่มต้นที่สนใจการเมือง คงเพราะพ่อเป็นทนายความ เคยเป็นผู้สมัครพรรคพลังใหม่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่บ้านมีหนังสือเยอะมากและไม่มีทีวีเลยพลอยได้อ่านหนังสือเยอะไปด้วย เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นจุดเริ่มต้นความสงสัยเมื่อเห็นพ่อเอาหนังสือการเมืองไปเผาในเตา หนังสือกรณีสวรรคตของร.8 ก็อ่านตั้งแต่ในยุคนั้น

ผมมีแอคเคาท์ชื่อ “ชอบหนัง” อยู่ในพันทิป ผมคอมเมนต์เรื่องหนังแล้วก็แต่งนวนิยายด้วย พอมีเหตุการณ์ปี 49 ผมไปโพสต์เรื่องการเมืองของเนปาลในห้องราชดำเนินเลยโดนยึดแอคเคาท์ บทความ ข้อเขียนเก่าหายหมด เลยต้องย้ายมาเล่นที่เว็บบอร์ดประชาไทกับเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน

ชื่อปรวยก็มาจากการรับรู้ทางการเมืองในช่วงที่มีการขับไล่ทักษิณ ช่วงนั้นผมเข้าใจว่าประธานองคมนตรีมีส่วนสนับสนุนการไล่ทักษิณ ก็เลยตั้งชื่อที่เป็นคำผวนล้อเลียนชื่อ พล.อ.เปรม แต่หลังรัฐประหารปี 49 ไม่นาน ผมก็รู้ว่ามีอะไรที่มากกว่านั้น



http://www.netishowreel.com/showreel/home.html


การจับกุม

ผมโดนจับวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 ขณะที่กำลังขับรถออกจากหมู่บ้าน มีรถจอดนิ่งดูเหมือนว่าเสียอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ผมลงรถไปดู คนขับเป็นผู้หญิง จากนั้นก็มีรถและเจ้าหน้าที่ DSI เข้ามาล้อมและถามผมว่าใช่ปรวยหรือไม่ ผมยอมรับและเขาก็จับผมโดยแจ้งว่าโดนคดี 112

จากตอนนั้นถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามีความผิดในข้อความไหน ตอนนั้นยังไม่มีเฟซบุ๊ก ผมเล่นอยู่ตามเว็บบอร์ดประชาไท ฟ้าเดียวกัน ตอนจับไปเขาก็มีแฟ้มหลักฐานหนาเป็นตั้ง ตอนที่โดนจับเขาเอาหลักฐานบางส่วนให้ดู เป็นภาพถ่ายคณะรัฐประหาร คมช.เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในคืนรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 พร้อมกับคำพูดประชดประชัน

จริงๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาหลักฐานจากไหนบ้างมาเอาผิด เพราะมีหลักฐานเป็นตั้ง บางชิ้นระบุว่าตั้งแต่ปี 2551 ที่เขาเอามาให้ดู ผมก็จำไม่ได้ว่าได้โพสต์หรือไม่เพราะว่ามันนานมากแล้ว

เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ส่วนใหญ่ที่โพสต์ไม่ได้ระบุพระนามพระองค์ใด แต่จะใช้คำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการวิพากษ์เชิงสถาบันไม่ใช่ตัวบุคคลในเรื่องบทบาททางการเมือง

เขาจับผมได้จากการติดตาม IP Address เพราะว่าผมไม่ได้ปิดบังอะไร ชื่อเจ้าบ้าน ชื่อเจ้าของรถและชื่อผู้ใช้โทรศัพท์ก็เป็นชื่อของผม

สังเกตได้เลยว่าเราโดนจับเพราะเรื่องผังล้มเจ้า พอจับเราแล้วเขาก็เอารายชื่อคนอื่นๆ มาให้ดูพร้อมกับซักถามว่ารู้จักใครบ้าง ไปชุมนุมกับใคร ที่บ้านมีเสื้อแดงไหม เราก็ตอบไปว่าผมไม่รู้จักใคร ไปชุมนุมคนเดียว เสื้อแดงก็ไม่ชอบใส่ ก็มันไม่รู้จักจริงๆ ไม่รู้จะว่ายังไง

เขาเอาผมไปสอบสวนอยู่ 5 ชม. แล้วปล่อยมา ตอนแรกผมบอกว่าจะเรียกทนายแต่หัวหน้าชุดจับกุมบอกว่าจะเอาแบบ formal ใช่ไหม ก็เลยตกลงว่าคุยกันก่อนยังไม่ต้องตามทนาย ไปคุยกันก่อน

เจ้าหน้าที่พากลับไปบ้าน ยึดฮาร์ดดิสก์ คอมพิวเตอร์ แล้วก็หนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คการเมือง ดูเหมือนว่าเราได้อภิสิทธิ์นิดๆ เมื่อเขาดูฐานะเรา มีงานการทำ หมู่บ้านที่เราอยู่ ดูเป็นคนชั้นกลาง บางทีก็สงสารคนที่โดนจับ คนเสื้อแดงคนจนๆ อย่างอากงจับแล้วแม่งขังเลย

เขาคงงงๆ เหมือนกันว่าส่วนใหญ่คนที่โดนจับไปมักจะปฏิเสธว่าไม่ได้โพสต์ แต่ผมตอบไปว่ากูนี่แหละที่โพสต์ สาเหตุที่ยอมรับก็เพราะคิดว่าโดนจับแน่ๆ ถ้าปฏิเสธแล้วกลัวว่ามันจะสับสน แล้วก็คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้พูดสิ่งที่เราคิดต่อเจ้าหน้าที่รัฐตรงๆ เขาถามว่าคุณคิดยังไงกับสถาบัน ผมก็พูดไปตรงๆ

วันที่โดนจับ เขาจับเอาแม่กับน้องสาวของผมไปสอบสวนด้วย นั่งในห้องประชุมเดียวกันแต่สอบคนละมุม แม่ผมเป็นเสื้อเหลือง เป็นอดีตครูโรงเรียนเอกชน ผมแอบได้ยินเขาถามแม่ของผมว่าทำไมไม่เตือนลูก แม่ของผมตอบไปว่าคนมันโตกันแล้ว ความคิดเห็นมันจะไปตรงกันหมดได้ยังไง ผมฟังแล้วคิดว่าถ้าเสื้อเหลืองเป็นอย่างนี้ทุกคน บ้านเรามันคงน่าอยู่

เหตุผลที่หนี

คืนนั้นเขาปล่อยมา บอกว่ากำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งฟ้อง แต่เจ้าหน้าที่ก็โทรมาเช็คตลอดว่ายังเล่นเน็ตอยู่รึเปล่า ก็ปฏิเสธไปและทุกวันจันทร์เขาก็จะเรียกไปรับของคืนทีละอย่าง เข้าใจว่าเป็นการเรียกไปเช็คว่าเรายังอยู่หรือไม่ อาทิตย์ที่สาม(สุดท้าย) เขาเรียกเราไปรับฮาร์ดดิสก์ เขาบอกว่าดูดข้อมูลออกแล้ว เราเลยคิดว่ามันอันตรายที่เขาทำโดยที่ไม่มีเราอยู่ด้วย ผมจึงตัดสินใจเดินทาง

ผมไม่สามารถยอมรับหรือยอมที่จะอยู่ในสภาพการจับกุมคุมขังได้

ตอนนั้นเป็นช่วงสลายการชุมนุม เสื้อแดงที่ถูกไล่ล่า หนีออกไปหลบที่ประเทศเพื่อนบ้านกันเยอะ มีข่าวว่าบางคนถูกยิงตาย ประกอบกับเราไม่รู้จักใครเลย เราเลยตัดสินใจเดินทางออก ขึ้นรถไฟที่สามเสนลุ้นตอนผ่าน ตม. ทีเดียว

พอรถไฟมันเคลื่อนออกจากชายแดนไทย เรารู้ตัวว่าเรารอดแล้ว มันมีความรู้สึกระคนกัน ผูกพันเป็นห่วงแม่ เป็นห่วงน้อง ห่วงบ้าน แต่เมื่อหลุดออกมาได้ แม่งก็เป็นความรู้สึกที่สุดยอดมาก....

ผมเป็นคนทำหนัง ก่อนจะออกวันหนึ่งผมเอากล้อง SLR ของผมไปเทิร์นกล้องรุ่นใหม่กว่าที่สามารถถ่ายวิดีโอได้มา มันเป็นเหมือนอาวุธของผม ฟุตเทจจำนวนหนึ่งที่ผมใช้ในหนังลุงนวมทองนี้ก็มาจากการถ่ายภาพ-วิดีโอเก็บเอาไว้ตั้งแต่ตอนผมหนีออกมาพร้อมกับกล้องตัวนั้น

ก่อนที่จะต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ผมมีรายได้จากการกำกับหนังโฆษณา 1-2 ล้าน รายได้ไม่แน่นอนนัก คิดซะว่าไม่ได้มีหนังทำทุกเดือน ทำเรื่องละ 150,000 ก็คงประมาณนั้น ตอนออกนอกประเทศผมมีเงินติดตัวออกไปประมาณ 4-5 แสนบาท ใช้อยู่ได้แค่ 2 ปีก็หมด

ตอนจะออกจากบ้าน บอกแม่ว่าอีก 5 ปีก็ได้กลับแล้ว ตอนนั้นคิดว่ามันมีเลือกตั้งทุกอย่างมันคงเข้ารูปเข้ารอยแล้ว แต่ถึงตอนนี้ 6-7 ปีแล้วก็ยังไม่เห็นอนาคต

ผมไม่รู้จักใครเลย ตอนโดนจับ โดนสอบ เจ้าหน้าที่บอกว่าอย่าไปโพสต์ในเว็บบอร์ด ให้ไปพูดคุยกับเพื่อนแทน แต่ผมไม่มีใครเลย เพื่อนแม่งเป็นเสื้อเหลืองกันหมด

ไม่มีใครรู้จักผม จนเริ่มมีข่าวและผมออกนอกประเทศได้ผมถึงเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตติดต่อค้นหาข้อมูลเรื่องการลี้ภัย และโพสต์ในเฟซบุ๊กอีกครั้ง คนถึงเริ่มติดต่อหลังไมค์เข้ามา หมายเรียกจาก DSI ถึงได้ตามมาที่บ้านผมโดยระบุว่าเป็นข้อหา 112

การขอสถานะผู้ลี้ภัย

ผมไปเนปาลต่อเพราะค้นในกูเกิ้ลว่าที่เนปาลให้วีซ่ากับนักท่องเที่ยวปีละ 5 เดือน แล้วก็มีสำนักงาน UNHCR ด้วย ก่อนหน้านี้ผมเคยไปเที่ยวมาแล้วเป็นเดือน ผมก็เลยตัดสินใจไปที่นั่น หาที่พักในเนปาลได้แล้วถึงค่อยหาทางติดต่อแม่ บอกให้แกสบายใจว่าผมยังปลอดภัยดี

ไปแล้วก็ยังต้องทำความเข้าใจกับทาง UNHCR ก็ต้องอธิบายว่าปัญหา 112 คืออะไร พวกเขาไม่เข้าใจ เคยเจอแต่ผู้ลี้ภัยจากประเทศที่มีสงคราม ประกอบกับพวกเขามีทัศนคติไม่ดีกับผู้ลี้ภัย เพราะคนส่วนหนึ่งก็ลี้ภัยทางเศรษฐกิจ มันมาคลี่คลายตอนที่ DSI ออกหมายเรียกแจ้งข้อกล่าวหากับผม ผมได้สำเนามาแล้วก็เลยแปลให้เขาฟัง เขาถึงเข้าใจ

ตอนที่ไปติดต่อ UNHCR เจ้าหน้าที่องค์กรได้ให้ผู้ติดต่อขอลี้ภัยที่อยู่มานานพาผมไปหาเช่าที่พัก พอไปเห็นเข้าก็รู้ตัวเลยว่าอยู่ไม่ได้ หลังจากนั้นเขาพาผมไปดูโรงพยาบาล เห็นสภาพโรงพยาบาลแล้วได้แต่นึกในใจว่า ตายแน่! กูจะต้องไม่ป่วยที่นี่เด็ดขาด

ความจริงเขาสัมภาษณ์ผมเสร็จตั้งแต่ 4 เดือนแรกแล้ว ในระยะต่อมาก็คือช่วงของการรออนุมัติสถานะผู้ลี้ภัยเพื่อติดต่อหาประเทศที่ 3 รอจนวีซ่าหมดก็ยังไม่ได้ ตอนนั้นปี 2011 ต้องออกนอกประเทศเพื่อรอที่จะเข้ามาอยู่ใหม่ในปี 2012 ผมก็เลยตัดสินใจไม่รอต่อ ถามพวกซูดาน โซมาเลีย อัฟกานิสถานที่มาขอลี้ภัยบางคนก็อยู่มา 3 ปี 4 ปี 7 ปี แล้ว มันก็เหมือนกับอยู่ในคุกใหญ่ๆ

ข้อจำกัดของผู้ขอลี้ภัยนอกประเทศที่ต้องการลี้ภัยก็คือมันสามารถ pending ไปเรื่อยๆ อยู่รอไป 6 เดือน ก็เลยขอ UNHCR ย้ายไปอีกที่หนึ่งใกล้ไทย

ตอนที่มาอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน เคยมีคนเสนอให้กลับเข้าไทยแต่ต้องอยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหว แต่ผมไม่เอาเพราะไม่มีหลักประกันอะไรเลย บ้านช่องชีวิตก็ชิบหายไปแล้ว แล้วก็คิดว่าตัวเองคิดถูกเพราะว่าหลังรัฐประหาร ไอ้เคสที่อยู่เงียบๆ โดนเรียกตัวไปหมดเลย

ตอนนั้นก็พยายามติดต่อขอลี้ภัยจากสถานทูตแห่งหนึ่งเอาไว้อีกที เขารับว่าจะส่งเรื่องไปที่รัฐบาลและรับว่าจะนัดสัมภาษณ์ ทาง UNHCR ก็บอกว่าจะให้สถานะเพราะกระบวนการสัมภาษณ์ทั้งหมดแล้วเสร็จมาจากที่เนปาลแล้ว แต่ก็ไม่เห็นให้เสียที มีคนตั้งข้อสังเกตว่า เขาอาจเห็นว่าเรายังเดินทางไปมา ดูน่าจะยังไม่ลำบาก ไม่ดูเหมือนว่าเป็น “เหยื่อ” ก็เลยยังไม่ให้

ปัญหาของผู้ขอลี้ภัยก็คือวีซ่าหมดอายุ แต่ก็มีคนแย้งว่ามันเป็นเรื่องปกติแล้วก็เป็นข้อบ่งชี้ว่าตัวผู้ขอลี้ภัยหมดทางที่จะดิ้นรนไปต่อได้จริง มาอยู่มาเลเซียก็ต้องข้ามแดนไปต่อวีซ่าที่สิงคโปร์ การต่อวีซ่าครั้งที่ 2 ก็มีปัญหาถูก ตม. ของมาเลเซียเรียกสอบเนื่องจากสงสัยว่ามาทำอะไร เข้ามาขายแรงงานรึเปล่า ทำไมไม่ได้กลับไทยเลย ชี้แจงไปว่าเป็นคนทำหนังสารคดี เอาเว็บที่ใช้รวบรวมผลงานให้ดูก็เลยผ่านมาได้ แต่พอออกมาได้ก็ตัดสินใจไม่กลับไปอีกแล้ว

ตอนออกนอกประเทศผมมีเงินติดตัวออกไปประมาณ 4-5 แสนบาท ใช้อยู่ได้แค่ 2 ปีก็หมด ยังดีที่มีทักษะ ความรู้ และมีเพื่อน ก็เลยยังพอหางานทำได้

ตอนนี้มาอยู่ที่นี่ก็เรียกได้ว่าเริ่มต้นค่อนข้างดี ขอวีซ่าหรือกระบวนการอื่นๆ ค่อนข้างง่าย ก็เลยได้เริ่มต้นทำงาน ดีไปอย่างที่ยังมีพาสปอร์ตทำให้เดินทางได้ งานที่ทำก็มีตั้งแต่ออกแบบโลโก้ ปกหนังสือ สารพัด (หัวเราะ) ก็พอมีรายได้ เพื่อนๆ จากหลายประเทศก็ช่วยๆ กันหางานมาให้ เรามีอุปกรณ์ พอที่มาเลย์หรือสิงคโปร์มีงานเราก็บินไปถ่าย ออกแบบงานรีโนเวทอพาร์ทเมนต์ก็ทำ ทำสไลด์โชว์ก็ทำ ทำตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ (หัวเราะ)

อนาคต

ผมไม่ได้คิดจะปักหลักที่นี่ ก็ยังมีหวังว่าจะได้ลี้ภัย สถานทูตที่เราเคยติดต่อไว้แล้วตั้งแต่ ปี 2011 เดือนมิถุนา
มีการตอบรับมา ผ่านมาถึงกันยายน 2013 เขาก็ติดต่อมาให้ไปสัมภาษณ์ที่ประเทศหนึ่งที่ผมไปได้ สัมภาษณ์เสร็จกลับมารอฟังผล ผ่านมาประมาณ 6 เดือน ปี 2014 เขาแจ้งมาว่าไม่รับเคสเราโดยให้เหตุผลว่า 1.ไม่มีคนรู้จักอยู่ที่ที่จะไป และ 2.ชีวิตไม่ได้วิกฤติอะไรยังเดินทางไปโน่นไปนี่ได้ เราก็อุทธรณ์ไป เผอิญว่าเป็นช่วงหลังรัฐประหาร 2557 ก็เลยอธิบายว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายลง และสาเหตุที่ขอลี้ภัยที่นั่นโดยที่ไม่มีคนรู้จักก็เพราะว่าที่นั่นเปิดให้ขอลี้ภัยจากนอกประเทศได้

ส่วนเรื่องที่บอกว่าเรายังไม่เดือดร้อนอะไร ผมอุทธรณ์กลับไปว่า การมีชีวิตที่ต้องอยู่อย่างเงียบๆ ซ่อนตัว ไม่สามารถเปิดเผยที่อยู่เป็นชีวิตปกติมันไม่เดือดร้อนยังไง ถึงแม้ผมจะเป็นผู้ลี้ภัยจากประเทศโลกที่สาม แต่ผมก็ยังอยากที่จะมีชีวิตเหมือนกับคนที่อยู่ในโลกที่ศิวิไลซ์แล้ว เปิดเผยตัวเอง แสดงความคิดเห็นได้ เหมือนคนปกติ สุดท้ายเขาก็ปฏิเสธเราเหมือนเดิม

จะว่าไปแล้วตอนอุทธรณ์เราก็กวนตีนเขาด้วย เราสู้เรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรมีเท่ากัน แล้วก็ไม่ได้ทำตัวให้พวกเขาสงสาร

เอาจริงๆ ตอนออกมานอกประเทศ เจอเพื่อนเอ็นจีโอเขาบอกว่าถ้าเป็นสื่อ เป็นแอคติวิสต์จะได้รับการคุ้มครอง ผมก็เลยคิดว่า ทำไมเป็นประชาชนธรรมดาถึงไม่ได้รับการปกป้องให้เท่าเทียมกัน

กระบวนการลี้ภัยมากระจ่างเอาในปี 57 ว่าการขอลี้ภัยจากภายนอกประเทศนี่มันคงจะไม่ได้แล้ว มันยากมาก ประจวบกับสถานการณ์ในบ้านเรามันรุนแรงขึ้นด้วย คงไม่ได้กลับบ้านง่ายๆ

ความลำบาก

บ้านที่ผมอยู่กับแม่และน้อง ผมซื้อเงินผ่อน ผมผ่อนไปแล้วประมาณสองล้าน ออกไปตอนแรกผมก็ยังพยายามที่จะผ่อนอยู่ แต่ที่สุดแล้วก็ผ่อนไม่ไหว ตัดสินใจขายเพื่ออย่างน้อยก็ให้ได้เงินที่ใช้ผ่อนไปคืนมาไว้ใช้สอย แต่ปรากฏว่าเป็นช่วงน้ำท่วมปลายปี 2554 ขายไม่ได้ สุดท้ายโดนธนาคารยึดไม่ได้เงินคืนมาเลยซักบาท

อีกช่วงที่แย่มากๆ ก็คือช่วงที่ไม่มีพาสปอร์ต จะอยู่ได้มันต้องมีงานทำ ต้องเดินทางได้ เดินทางไม่ได้มันก็มีงานน้อยลง ผมทำอาชีพนี้มา 20 ปี สนุกกับการทำงานกองถ่าย ได้ทำหนัง

ผมเริ่มหมดความหวังที่จะได้กลับบ้านตามที่เคยคาดการณ์ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ การเปลี่ยนแปลงสังคมหรือแก้กฎหมายในปัจจุบันมันหมดยุคที่จะเกิดการปฏิวัติของประชาชนแล้ว ผู้แทนราษฎรจึงเป็นความหวังของเรา แต่ก็ไม่มี ส.ส. สักคนที่กล้าที่จะลุกขึ้นมาเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ผมถึงได้คิดว่าที่ผ่านมาเรามองโลกในแง่ดีเกินไป

มันไม่มีอนาคต....





เรื่องของหนังนวมทอง

อย่างแรกต้องชี้แจงก่อนเพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่า สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์ทำหนังนวมทองที่ล้มไป สารคดีชิ้นนี้ไม่ได้ใช้ต้นทุนมากมายนัก มีทีมงานแค่ 3-4 คน ถ่ายทำใน 2 ประเทศ ใช้ฟุตเทจเป็นส่วนใหญ่ซึ่งก็ใช้วิธีการขออนุญาตหรือบางชิ้นก็ต้องจ่ายเงินซื้อเอาถ้าไม่แพงมากนัก

ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ที่เป็นหมุดหมายสำคัญไม่ครบถ้วน ยอมรับว่ามันเป็นข้อจำกัด ระยะเวลา 10 ปีเราเอามาย่นย่อเหลือชั่วโมงกว่าๆ มันเป็นการยาก ผมคิดว่าให้หนังทำหน้าที่ปลุกความสนใจของคนดูเพื่อไปสืบค้นต่อก็น่าจะพอแล้ว

เมื่อไม่มีใครกล้าฉายหนัง

จริงๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้ใคร เบื้องต้นผมถือว่าผมทำหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว แต่ก็มีนักศึกษาติดต่อเข้ามา เหมือนกันบอกว่าอยากจะนำไปฉายเป็นการภายในในสถาบันการศึกษา มันก็คงจะเป็นไปในลักษณะนี้ แอบฉายดูกันในกลุ่มเล็กๆ

หนังอะไร เปิดเผยเฉพาะชื่อผู้กำกับ

ในส่วนผมที่เป็นผู้กำกับ มันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว มีหมายจาก DSI มา ข่าวก็แพร่ไป แต่ก็หนีออกมาได้ ก็เลยคิดว่าเปิดเผยได้ไม่เป็นไร

ในส่วนของทีมงานคนอื่นๆ พวกเขาอยู่ในวงการด้านนี้ ถ้าเปิดเผยชื่อก็อาจมีปัญหากับการประกอบชื่อของพวกเขาในอนาคต ก็เลยต้องให้เป็น anonymous ไว้

Thais in Exile สารคดีเรื่องต่อไป

เริ่มแรก ผมอยากทำสารคดีเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยการเมืองและจากคดี 112 ทั่วโลกเพื่อบันทึกเรื่องราวอย่างนี้เก็บไว้ นำเสนอมุมมองข้อเท็จจริงกับคนดู ส่วนจะต่อสู้รูปแบบไหนจะสาธารณรัฐหรือประชาธิปไตยแบบญี่ปุ่นก็แล้วแต่พวกเขา แต่พอรัฐประหารครั้งล่าสุดในเมืองไทย มีคนลี้ภัยออกมาเยอะมาก ก็ถือว่าเป็นโอกาสอันดี มีดารามาให้เราถ่ายได้สะดวก โปรเจกต์ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ตอนนี้มันไม่ใช่ 112 เท่านั้นแล้ว แต่เป็นเรื่องของคนที่ลี้ภัยทางการเมืองจากการรัฐประหารด้วย

ผมพยายามเที่ยวนำเสนอโปรเจกต์กับนักธุรกิจที่สนใจการเมือง ก็พยายามขายไป พอสัมภาษณ์ได้แล้วส่วนหนึ่งก็ตัดทำหนังตัวอย่างส่งไปขอทุนทำสารคดีจากสถาบันที่สนับสนุนทุนตามที่ต่างๆ ส่งไป 6-7 ที่ เผื่อว่าจะได้ค่าเดินทางไปถ่ายทำเรื่องของผู้ลี้ภัยที่อยู่ไกลๆ แต่ก็ยังไม่ได้ทุนจากที่ไหนเลย มันก็เหมือนกับการแทงหวยน่ะ (หัวเราะ)






ความต้องการสื่อสาร

เราต้องการให้เห็นความแปลกประหลาดของสังคมไทย ในภาพยนตร์โฆษณาของไทยที่นำเสนอต่อชาวต่างประเทศ พวกเขาจะได้เห็นความสงบ ร่มเย็น มีพระ มีวัด มีอาหารอร่อย มีมวยไทย มีกษัตริย์ที่คนรัก มีพัฒน์พงศ์ แต่สิ่งที่คนพวกนี้เขาไม่รู้ก็คือประเทศเรามีผู้ลี้ภัย และเหตุผลที่พวกเราต้องลี้ภัยแม่งเป็นเรื่องตลกมาก ประเทศอื่นมีสงคราม มีผู้ลี้ภัยเพราะมันฆ่ากันตาย ต้องหอบลูกเมียหนีตาย แต่บ้านเรามันมีผู้ลี้ภัยเพราะเพียงแค่การแสดงความคิดเห็น บางคนเป็นนักแสดงละคร บางคนนักดนตรีก็มี ต้องลี้ภัยเพราะเพียงแค่พูดในเรื่องที่คนส่วนหนึ่งไม่อยากฟัง แม่งเป็นเรื่องตลกร้ายมาก (หัวเราะ)

สภาพปัญหาการเมืองจนต้องเกิดผู้ลี้ภัยการเมืองของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นแล้วอาจถูกมองว่ามันเล็กน้อยมาก แต่ผมต้องการบอกว่าปัญหาผู้ลี้ภัยการเมืองชาวไทยมันเป็นปัญหาที่ควรสนใจให้ความสำคัญเหมือนกัน

ถ้าถามว่าสิ่งที่ผมทำจะเรียกว่าการต่อสู้หรือไม่ มันก็ดูยิ่งใหญ่เกินไป อาจจะเรียกว่าเราทำไปตามความถนัดในฐานะหน่วยหนึ่งของสังคม ที่รู้สึกอยากเห็นความเป็นธรรม ตอนอยู่เมืองไทย ผมทำหนังโฆษณามาก่อน ผมมีทักษะด้านนั้น ในประเทศเพื่อนบ้านนี่ผมก็ถ่ายไว้ได้หมดแล้ว ที่เหลือผมก็ให้เพื่อนที่เป็นคนทำหนังในประเทศนั้นๆ ช่วยถ่ายให้ ตอนนี้ก็เหลือแค่ผู้ลี้ภัยในประเทศไกลๆ ที่ยังหาทางอยู่

ความฝันซ้ำๆ ที่ตามมาหลอน

ผมอาจเป็นคนโชคดี ในชีวิตผมได้ทำสิ่งที่ผมชอบ (ภาพยนต์) แถมสิ่งที่ทำยังได้ตังค์เยอะอีกด้วย เหมือนกับคนจ้างไปทำสิ่งที่อยากทำอยู่แล้ว ผมคิดถึงมันอยู่ตลอด เข้าใจว่าจากสาเหตุนี้มันก็เลยเป็นความฝันที่มาซ้ำๆ มาเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็ยังฝันซ้ำๆ กันอยู่เดือนละ 3-4 ครั้ง แพทเทิร์นเดิมๆ ฝันว่าได้รับงาน ถ่ายหนัง ไปตัดต่อ ทำงานทางเทคนิค โลเคชั่นที่เมืองไทย แต่ทุกครั้งจะทำไม่สำเร็จเพราะตำรวจมาจับก่อนทุกครั้ง บางครั้งก็ฝันซ้อนฝัน เถียงกับตัวเองอยู่ว่าเฮ้ยนี่มึงกำลังฝันไป

ถึงจุดนี้ผมก็ยังพยายามทำในสิ่งที่เราถนัด เราชอบแล้วเราก็อินกับมัน เช่นสารคดีผู้ลี้ภัยนี่ก็ดับเบิ้ลเลย ได้เล่าเรื่องที่มันไม่เป็นธรรมในวิธีที่เราชอบ มันสุดยอดเลย



คิดอย่างไรหลังดูหนัง Democracy After Death

ภัทรภร ภู่ทอง - หนึ่งในทีมทำหนังเรื่อง”ความทรงจำ | ไร้เสียง” กับหนังเรื่อง “ด้วยความนับถือ” ซึ่งมีโอกาสชมภาพยนตร์ Democracy After Death ที่นำไปฉายในประเทศเกาหลีใต้บอกเล่าบรรยากาศในงานว่า

“ต้องบอกก่อนว่า ตัวเองไม่ได้เป็นนักดูหนัง ไม่ได้เป็นคนทำหนัง ไม่ได้เป็นคนเชี่ยวชาญเรื่องหนังหรืออะไรเลย ตัวเองขอให้ความเห็นในฐานะคนดูหนังธรรมดา และในฐานะที่ทนไม่ไหวกับความรุนแรงทางการเมือง และความรุนแรงทางโครงสร้าง และเป็นคนที่เลือกข้าง

เราคิดว่า ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง การเล่าเรื่องด้วยฟุตเทจและภาพข่าวเป็นทางเลือกที่เจ๋งมาก มันทำให้เราเห็นที่มาที่ไป การลำดับเหตุการณ์อย่างดี และการเล่าเรื่องแบบนี้มันพาเราไปสู่ความจริง แม้ว่ามันจะขมขื่นและสยองขวัญมากก็ตาม ตอนที่เรานั่งดู เราไม่กล้าดูภาพหลายภาพ เรากลัวเลือด เรากลัวอะไรแบบนั้น แต่ขณะเดียวกัน เราก็ตระหนักว่า หากเราไม่กล้าเผชิญความจริงแบบนี้ เราก็คงคิดไปเองหรือแกล้งหลอกตัวเองว่า ทุกอย่างไม่ได้เลวร้าย

ความดีอีกอย่างของหนังเรื่องนี้ ทำให้เราเห็นว่า “ใจ” และ “อุดมการณ์” “ความหวัง” มันมีอยู่จริง แม้ว่าเรื่องเล่ามันจบเศร้า แต่มันไม่ได้ทำให้คนดูอย่างเรารู้สึกโดดเดี่ยว (สิ่งที่เราไม่ชอบคือ ผู้ชายคนเล่าเรื่อง เรารู้สึกว่า เขาแปลกแยกกับเรื่องเล่ามาก และทำไมต้องอัดบุหรี่แบบนั้นด้วย (วะ) ทำไมต้องกินเบียร์ด้วยท่าแบบนั้นด้วย เรารู้สึกว่ามันจงใจไป ทำให้เราไม่อยากสูบบุหรี่ไปเลย และหลายตอนก็โผล่มาแบบไม่จำเป็น)

เราคิดว่า มันไม่ได้เป็นหนังที่ดูสนุกหรือเป็นหนังที่ดูได้คนเดียว ในฐานะคนดู เราเลือกที่จะดูเป็นกลุ่มมากกว่า หนังบางเรื่องไม่เหมาะจะดูคนเดียว ที่เป็นแบบนี้เพราะหนังมันทิ้งอะไรให้เราต้องแลกเปลี่ยนและถามกันไปมาระหว่างคนดูด้วยกันต่อ หากอยู่คนเดียว คำถามต่างๆ มันคงวนเวียนขังอยู่ในหัวจนปวดหัวได้

ตอนแรก เรากับผู้จัดงานที่เกาหลีชั่งใจและคุยกันไปมาหลายครั้งมากว่า เราจะยังจัดงานและนำหนังเรื่องนี้ไปฉายไหม เราซึ่งต้องเดินทางกลับเมืองไทยและไม่มีแผนการไปใช้ชีวิตต่างประเทศในช่วงนี้ มีความกังวล ซึ่งไม่ใช่ความรู้สึกที่เราชอบเลย สำหรับเรามันคือความกลัวเงียบๆ การถูกคุกคามเงียบๆ และความอึดอัดอย่างที่สุดกับการที่เราต้องถูกทำให้กลัวทั้งที่เรื่องที่เราพูดหรือสนทนากับคนอื่นเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีอะไรผิดเลย และเป็นเรื่องที่ต้องนำออกมาสู่ที่แจ้งด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม หากไม่จัดงานหรือไม่เข้าร่วม เราจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต เพราะมันผิดไปจากหลักการที่เราเชื่อ และเราไม่อยากรู้สึกผิดที่ต้องก้มหัวให้กับความงี่เง่า เมื่อถึงเวลาจัดงานเรากับน้องคนไทยคุยกันว่า เราควรจะบอกผู้เข้าร่วมกิจกรรมไหมว่า ต้องขอความร่วมมือที่จะไม่ถามหรือพูดประเด็นที่รัฐไทยถือว่าเป็นความละเอียดอ่อน และขอร้องไม่ให้บันทึกเทปหรือภาพงานสัมมนา เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเราและน้องคนไทยที่ต้องกลับประเทศเมื่อเรียนจบ

พอหนังของคุณปรวยจบ ห้องทั้งห้องเงียบไปขณะหนึ่งเลย พูดไม่ออกกันหมด

แต่เมื่อถึงเวลาแลกเปลี่ยนหลังดูหนังจบ เราเห็นพ้องกันว่า ใครอยากพูดอะไรก็พูด ไม่บ่อยครั้งหรอกที่เราจะมีพื้นที่ที่มีเสรีภาพ ดังนั้น อยากพูดอยากถามอะไรก็ตามสบาย คนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ตกใจ ประหลาดใจกับหนังของคุณปรวย พวกเขา (แม้เราเอง) ก็ไม่เคยคิดจะได้เห็นภาพความรุนแรง เห็นความอำมหิต โหดเหี้ยม เห็นการมองคนไม่ใช่คนในจอ พวกเขาได้เห็นประจักษ์พยานของความไม่เป็นธรรม ได้เห็นปรากฏการณ์ “ตาสว่าง” ได้เห็นเรื่องราวหลายอย่างที่ทำให้พอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมาภายในเวลาเพียงชั่วโมงนิดๆ

พวกเขาตั้งคำถามกับคุณปรวยถึงอนาคตของประเทศ ถึงความเห็นของเขาต่อสถานการณ์ ถึงความคาดหวังของเขาต่อประชาธิปไตย และต่อเหตุการณ์ที่ทำให้เขาไม่ได้อยู่ในเมืองไทยขณะนี้ ส่วนเราเองตื่นเต้นที่ได้เห็นหน้าคุณปรวยชัดๆ หลังจากตามเฟซบุ๊กมานาน เท่าที่เราฟังคุณปรวยตอบคำถาม เหมือนเราจะไม่ได้เห็นความหวังจากคุณปรวยเท่าไหร่ แต่เราคิดว่า หากเขาไม่มีความหวัง เขาก็คงไม่มีแรงทำ Democracy after Death ออกมาหรอก

หมายเหตุ

กลุ่ม ASEAN’s friend เป็นกลุ่มนักศึกษาและผู้สนใจสถานการณ์ สังคม วัฒนธรรมและการเมืองในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทางกลุ่มได้จัดกิจกรรมฉายหนัง Screening of THAI Political Film ซึ่งมีหนังฉายสี่เรื่องคือ Democracy after Death, ความทรงจำ | ไร้เสียง, ด้วยความนับถือ และ Missa Marjat โดยจัดที่มหาวิทยาลัย Songkunghoe University ภายในงานได้มีการ skype พูดคุยกับผู้กำกับหนังที่ไม่ได้มาในงานซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงปรวยด้วย


America: the failed state




Trump addresses the 2016 Republican National Convention: “the greatness which Trump promises to regain will not be that which America used to imagine for itself” ©Action Press/Rex/Shutterstock


America: the failed state


America's political rot is infecting the world order. This could be as big as the Soviet collapse

by Francis Fukuyama / December 13, 2016
Published in January 2017 issue of Prospect Magazine


Donald Trump’s evolution from a buffoonish fringe candidate taken seriously by no one to the President-Elect of the United States is one of the most unexpected and traumatic events in recent US history. The effects are uncertain, but—in the worst case—they could lead to the US giving up entirely on global leadership, and the unravelling of the liberal world order it has done much to build since the 1950s.

The triumph of the Trump brand of nationalism is arguably of a piece with authoritarian advances in disparate countries, from Recep Tayyip Erdo˘gan’s Turkey to Viktor Orbán’s Hungary. Together these developments constitute an even more fundamental problem to cherished western ideas, by making populist democracy an active threat to individual liberty. A great deal remains up in the air, but with indignant nationalists riding the tide in so many places, we cannot preclude the possibility that we are living through a political disruption that will in time bear comparison with the collapse of Communism a generation ago.

There will be endless post-mortems in the US on how Trump’s win could possibly have come about; much of the media attention will continue to focus on short-term issues like the intervention by FBI Director James Comey 11 days before the election, or on the stream of reportedly Russian-sourced leaks from Hillary Clinton’s campaign. Such considerations are valid and may have had a bearing on the outcome. But it is important to recognise that the result had roots which run deep into American society. As both the Republican and Democratic parties reassess their positions, they would do well to think about how the political map has changed in the four short years since 2012, and how this reflects not only campaign dramas, but changes within America itself—concerns over the state of the economy and a profound sense of unease over its role in world affairs.

Right around the developed world, the banking crisis of 2008 called into question the authority of elites who had created this highly risky system—there was, in Alan Greenspan’s famous testimony, a “flaw in the model,” undermining the expertise on which the standing of the elites had rested. More serious even than the failure of the western economy was the sense of burning injustice that grew in its wake. The public saw all those moneyed institutions and individuals who had been running the system being bailed out, and then poor and middling sorts being handed the bill in the form of austerity policies and unemployment. In the US, the disruptive effects of these aggravating observations were compounded by an anxiety born of decline in the nation’s relative power. After the George W Bush era had painfully exposed the limits of America’s military might in Iraq, the Barack Obama years saw China knock America off the top spot as the world’s largest economy on one measure, and it looks all set to overtake it entirely within a few years. Nationalism can take many forms, but nationalism tinged with nostalgia can be especially effective. Trump promised not merely to make America great, but to “make America great again.” British readers may hear an echo in the Brexit campaign slogan which was not simply an exhortation to take control, but to “take back control.”

The greatness which Trump promises to regain will not be that which America used to imagine for itself. Instead of the sometimes overclaimed commitment to the spread of openness and democracy, he proposes an assertive and yet more insular politics, potentially creating the space for other powers—and who knows which—to fill. The world as a whole, then, could soon have to grapple with the consequences of America’s retreat. The first task, however, is to understand why the nation came to take this solipsistic turn. And to find the answer to that one must look first to the US political system.

Elite capture and vetocracy

The dysfunction of the US political system weighed heavily on the outcome of the 2016 election. The charge that big money and powerful special interests were corrupting Congress and lining the pockets of “elites” at the expense of ordinary citizens was one that united the two outsider candidates from right and left, Trump and Bernie Sanders. Both of them vilified Clinton as the personification of this kind of corruption, since the Clintons had enriched themselves by taking money from powerful interest groups. Both targeted Wall Street banks like Goldman Sachs as particular villains and, as the year ground on, the right took the charge to new heights, with Trump damning a range of American institutions as corrupt, including the FBI (though only when it exonerated Clinton), the Federal Reserve, and electoral administrations across the country. The conservative provocateur, Matt Drudge, even suggested that the National Oceanographic and Atmospheric Administration was hyping the threat from Hurricane Matthew for political purposes.

The American political system has indeed become dysfunctional; the trouble is that critics like Trump and Sanders don’t correctly identify the source of the problem, and could not offer anything by way of real solutions.

The real problem has its roots partly in the nature of American society, and partly in the country’s institutions. The American people are highly diverse along every conceivable axis—racially, ethnically, religiously, geographically, and culturally—and, over the past 20 years, they have become highly polarised too. This polarisation is reflected in the places in which Americans choose to live, where ideological affinity is often more important than race or religion, and it is reflected in a Congress in which the most liberal Republican is considerably more conservative than the most conservative Democrat. This is quite different from the old 20th century situation, when overlap between the parties allowed for bipartisan agreement on major policies from the New Deal to the tax cuts of Ronald Reagan’s administration.

Beyond ideological polarisation, America has seen the rise of a huge number of wealthy and well-organised interest groups—not just corporate lobbyists, but also environmental groups, advocates for spending on virtually every disease known to man, and individual wealthy donors like the casino magnate Sheldon Adelson or the infamous Koch brothers, Charles and David, who can on their own raise nearly as much money as either one of the two parties. The amount of money in American politics has increased by more than an order of magnitude since the late-1990s; fund-raising now constitutes the major preoccupation of all office-holders, particularly members of the House of Representatives who have to stand for re-election every two years.

The constitutional structure bequeathed by the Founding Fathers intensifies the effects of polarisation and interest group capture. Compared to the parliamentary democracies of Western Europe, the American system spreads power out widely, among many competing branches of government. In the presidential system, the executive and legislature are effectively supposed to check one another; in a powerful upper house of the legislature, supermajorities (60 out of 100 votes) are required to pass ordinary legislation; a Supreme Court can invalidate acts of Congress, and in recent decades has taken it upon itself to make social policy; and, truly substantial powers remain with the states and localities. Each one of these power centres can potentially veto action by the system as a whole.

Add polarisation and the rise of powerful interest groups into this system, and the result is what I have labelled vetocracy: that is, a situation in which special interests can veto measures harmful to themselves, while collective action for the common good becomes exceedingly difficult to achieve. Vetocracy isn’t fatal to American democracy, but it does produce poor governance. This is evident in one of the government’s most basic tasks, producing an annual budget. The federal budget has not been passed under what is labelled “regular order” for more than a decade now. Each year there has been a showdown between Democrats and Tea Party Republicans, who threaten either not to pass a budget at all or not to raise the debt ceiling (an absurd refusal, which would involve reneging on US sovereign debt). In 2013, just as in 1996, the brinkmanship led to a complete government shutdown, during which federal workers were under criminal sanctions if they simply showed up at work.

Vetocracy has many other malign effects. The 10,000 page US tax code is a disgrace, an incomprehensible catalogue of exemptions or subsidies, special privileges slowly built up in past compromises, layer by sedimentary layer. The US, with one of the highest headline rates of corporate taxation, would do well to cut this rate in exchange for eliminating all these breaks. Budget experts in both parties agree in principle that it should be done, not least to encourage US multinationals to bring home the $2 trillion in cash they have stashed abroad. But in practice, a veto-clogged Congress is not even able to get rid of the hated “carried interest” provision, which grants private equity investors and hedge fund managers a lower tax rate than everyone else.

I define “political decay” as the capture of political power by well-organised interest groups that bend the system to their own interests, at the expense of broader public interests. A decayed system is also one that cannot fix itself, because those entrenched interests and ways of thinking prevent reform. The American political system has undergone decay over recent decades as well-organised elites have made use of vetocracy to protect their interests. This does not mean that the country is no longer democratic; it means that there is a crisis in representation as some Americans have much more weight in the political process than others. This perception of unfairness gives rise to the second important social condition which affected the outcome of the election, which is inequality.

Inequality and class resentment

Inequality has risen over the past generation. The broad figures about the concentration of wealth and income in the top 10 per cent of the top 1 per cent are well known. What was less recognised until the current campaign was what was going on in the lives of the other 99 per cent.

When people on the American left have considered inequality, they have traditionally thought first about African-Americans in inner cities, undocumented immigrants, or other marginalised minorities. Poverty among these groups continues to be a major problem, but the burden of growing inequality has fallen on a different stratum: the old white working class, which has now suffered three generations of deindustrialisation. As both Charles Murray and Robert Putnam, social observers from opposite ends of the political spectrum, have documented, America’s most important social fracture is no longer race or ethnicity, but class, defined by level of education.


“Trump may well accelerate the established trend for a significantly reduced American role in the world”


The diverging fortunes of university graduates and school dropouts is startling, and shows up not just in income statistics, where workers with only a basic education often make less than their fathers or grandfathers, but also in social dysfunctions like family breakdown, and drug addiction: during the primary season, the number one issue in largely white and rural New Hampshire turned out to be heroin abuse. Methamphetamine use has spread across rural America and children of single parents are being left to fend for themselves. There is a huge alienation on the part of rural and less educated people, and resentment that their urban fellow-citizens ignore their plight.

The white working class has not been well represented by either party. Republican elites come from corporate America, and advocate free trade and open immigration—what could be called the Wall Street Journal worldview. Working-class whites may have often voted for Republican candidates on the basis of cultural issues like guns and abortion, but the hierarchy has not shown concern for their economic interests. Trump proved masterful in stoking the rage that resulted—and today his supporters are often more enraged with orthodox Republicans like Paul Ryan, the Speaker of the House of Representatives, than they are with the Democrats.

But the Democrats have also lost touch with the white working class. They have won national elections by cobbling together coalitions of different identity groups: African-Americans, Hispanics, Asians, environmentalists, and the LGBT community. Women have been important too, but perhaps more particularly relatively educated women of feminist leanings: the outrage over the tape of Trump bragging about how he had groped women was felt more keenly among educated women than their working-class sisters, the majority of whom voted for Trump. The white working class was, until recently, an identity group that was not even perceived as particularly disadvantaged; as a result, the Democrats largely ignored them.

This transformation has been years in the making. Back in the 1930s, huge majorities of rural whites voted for Franklin Roosevelt’s New Deal coalition; they were often the chief beneficiaries of initiatives, such as the Tennessee Valley Authority that brought electrification to the rural south. After the Democrats passed the civil rights legislation of the 1960s, they began to drift to the Republicans, defecting in large numbers to Ronald Reagan in particular. Bill Clinton won many of them back in the 1990s, and Obama was able to hold on to enough to get elected twice. But their alienation from the Democrats exploded in a year when their candidate made the right noises about helping them, but seemed a cultural world away.

The success of populism in 2016 should thus not be shocking. The financial crisis of 2008 was the responsibility of an economic elite, but it was ordinary working class citizens who lost their jobs as a result. With neither party offering the white working class a home, economic marginalisation coincided with marginalisation in a political system that favoured those with money and status. The real surprise ought to be that the populist uprising did not come sooner.

Fixing the facts

One of the more troubling aspects of this year’s campaign was the debilitating effect of social media. Back in the 1990s, the avatars of the internet revolution believed that the new technology would be liberating; since information was power, its easy availability would have a democratising effect. This view appeared to be validated by democratic protest movements from Kiev to Yangon to Tahrir Square.




America upended: anti-Trump protesters in New York fly the Stars and Stripes upside-down ©Smith/Uma Wire/Rex/Shutterstock


But whereas the internet has democratised access to information, it has not necessarily improved the quality of information—and it has exacerbated the effect of selective truths or even outright mis-information on politics. One has only to look at Russia to see how this works within an authoritarian state. Vladimir Putin has been perhaps the world’s largest purveyor of bad information. He has created new narratives out of whole cloth, such as the idea the Ukrainian nationalists were crucifying small children, or that the Malaysian airliner MH-17 was shot down by Ukrainian forces. Such propaganda has been startlingly effective within Russia: whereas many citizens were dismissive of official news sources back in the days of the former Soviet Union, they have responded far more positively to the nationalist line promoted by today’s Kremlin. When it comes to international relations, the ambition is not necessarily to promote a positive view of Russia, but simply to scramble the politics and upset the governance of his rivals. Hence the Russians gave support to the “Leave” forces in the Brexit referendum and the secessionists in the Scottish referendum before it, and in an even more daring assault on democracy Putin intervened in the US election campaign, where—according to the US intelligence community—Russian hackers stole information from the Democratic National Committee, hacked the email account of the Clinton campaign chair John Podesta, and dribbled what they found out through Wikileaks to try and damage Clinton. Some well-informed commentators have even been highlighting the vulnerability of electronic voting machines, raising the spectre of even more direct distortion of democracy.

Trump has, remarkably, worked hand-in-glove with Russian sources. He has steadfastly refused to criticise Putin, and in fact has compared him favourably to his own president, Obama. He has cast doubt on the intelligence briefings he himself received, saying that it is uncertain what the source of the leaks was, and has parroted Russian positions on the legitimacy of the Crimea takeover. Many Republicans have now followed his lead, seamlessly shifting from blaming Obama for being too soft on Putin, to saying that the US needs to get along with him better. The effects of this could be profound, but America had no need to import most of the internet-enabled distortions of the recent campaign: it was producing plenty at home.

The wider Trumpian war on truth has done even more damage, by demonstrating that there is no electoral penalty to be paid for unremitting, blatant lying. Trump has lied or, more often, put bad information out on his Twitter feed, casting doubt on big issues—like whether President Obama was born in the US, or whether crime is at an all-time high—and also distorting the record on more personal questions, as when he claimed he hadn’t supported the Iraq War before the fact (even though old television footage caught him saying that he did). Trump refuses to distinguish between facts emanating from statistical agencies like the Bureau of Labor Statistics, and anecdotes he reads in gossip magazines such as the National Enquirer. He has cast doubt on the impartiality of US agencies from the Federal Reserve to the FBI when it suited his purposes, charging them without evidence of being corrupted by the Clinton campaign. Most recently he tweeted that he had actually won the popular vote due to three million illegal voters, an assertion with no empirical basis.

With every “fact” read on the internet seeming to weigh equally with every other “fact,” the compartmentalisation of worldviews of the electorate has been re-enforced. Mark Zuckerberg can protest to the contrary, but the self-selecting nature of so much political conversation is impossible to dispute, and so—increasingly—are the adverse consequences of that reality for America’s political discourse.


“Rewriting trade deals could lead to a downward global spiral reminiscent of the 30s”


For there are a significant number of Americans who will simply not believe anything they hear from a mainstream media source like the New York Times or CNN, and who will engage in wild conspiracy theories to explain away inconvenient information, believing, for example, that Trump did so poorly in the debates only because Clinton had an earpiece through which she was being fed her answers. Normally, conspiratorial thinking is the product of powerlessness, and indeed many of Trump’s supporters have felt ignored and despised. But he has stoked these tendencies for his own benefit in ways that bode ill for the future of democratic deliberation in America.

Democracy’s revenge

A month on from the election, there are still major uncertainties about how Trump will actually govern. The first concerns his true character. He is both a transactional businessman who wants to get deals done and an extremist conspiracy-monger, who has suggested that he will pursue staunchly nationalistic policies. When he confronts the reality of having to run a big, unwieldly government and deal with intractable foreign leaders, will the transactional or the extremist side take over?

Will he follow through with punitive tariffs against China and risk a trade war? Will he carpet-bomb Syria? Will he follow through on the logic of where such dangerous moves would lead, and turn his back on the referees of the liberal world order, such as the World Trade Organisation or even the United Nations? Will he go even further, as some of his wilder remarks have implied, and cease to feel bound by concordats that have long restricted how wars are conducted, such as the Geneva Convention? Will he authorise strikes against the families of terrorists? No one at this stage knows.

If Trump was elected because of discontent both with a dysfunctional political system and the plight of the working class, could the new president offer any hope of addressing either problem?

With regard to the US’s decayed political institutions, I am not at all optimistic. Trump has not put forward any institutional solution to the state’s capture by powerful interest groups, other than some proposals to ban revolving-door lobbying by government officials. The problem here is the sheer volume of money in politics, and a system that gives lobbyists far greater access to legislators than is permitted in parliamentary democracies. The money issue cannot be addressed in light of Supreme Court decisions like Buckley vs Valeo and Citizens United vs FEC, which argued that political donations and spending on lobbying are a form of free speech and therefore constitutionally protected. Trump’s only avowed solution is that he is rich enough not to be bribed, and that he is someone, indeed, who is rich enough to regard it as cheap advertising for his brand to turn down the presidential salary of $400,000. Quite apart from the fact that he seems eager to continue to maximise his business interests as president, he offers no long-term route to, as he puts it, “draining the swamp.”

On the issue of inequality and the plight of the working class, his major proposals—renegotiating trade deals and cracking down on illegal immigration—are unlikely to yield the positive effects he promises, and indeed may spark retaliation by other countries that will lead to a downward global spiral reminiscent of the 1930s. This is where the matter of character will kick in: if Trump finds he can’t get serious concessions from trade partners, does he walk away, as per his extremist persona, or does he simply settle for the best deal he can get?

There are however other areas where Trump might be more successful. The deadlock that has prevailed for six of Obama’s eight years is due to the two polarised parties holding different branches of government. Obama was able to pass the Affordable Care Act and the Dodd-Frank bill regulating banks because he had Democratic majorities in both houses of Congress. Now the shoe is on the other foot, with the Republicans in control of both branches. Log jams like the 2013 sequester that put a cap on spending across the whole government will be lifted. Congress will have an easier time passing budgets and enacting legislation. This does not mean the legislation will be good, but at least things will start happening in Washington again. That damaging sense of a frustration, no minor ingredient in the alienation, with a government that simply “can’t get anything done” could begin to ease—even, paradoxically, at a time when the Congressional majority is of an ideologically anti-government bent.

Away from trade, there is one area where Trump could do some good for his working-class supporters: infrastructure. The American Society of Civil Engineers estimates that there is a $2 trillion deficit in infrastructure spending; both Trump and Clinton made big promises to invest. Such spending will create many working-class jobs and may provide a welcome stimulus. Trump may have a better chance of pulling this off than his Democratic rival, not just because he is a developer, but because much opposition to infrastructure spending in the past has come from the Tea Party wing of his own Republican Party. Had Hillary won the Electoral College, she would have been hobbled from the off by an angry Republican Congress eager to block all her initiatives; Trump by contrast will have more of a mandate to move ahead.

The broad Republican victory should not mask the fact that there are huge contradictions within the party between the orthodox Ryan-style conservatives who want globalisation and reduced social spending, and the working-class Trump supporters who want the opposite. This battle will soon be joined as the new administration formulates its first budget. We could get the worst of both worlds: large tax cuts for the wealthy (which look like a priority, after Trump appointed the long-time Goldman Sachs banker Steven Mnuchin as Treasury Secretary) and cuts in social programmes like Obamacare, all combined with economic protectionism and inflamed ethnic intolerance. The appointment of Breitbart executive Steve Bannon as White House strategist and Republican National Committee Chair Reince Priebus as Chief of Staff are suggestive of exactly that sort of compromise. On the other hand, Trump seemed to back off his promise to eliminate Obamacare entirely, and he may find himself stuck with his predecessor’s signature achievement as he realises that he cannot easily replace it with something “wonderful.”

The implications of the Trump victory for US foreign policy are much more disturbing. Trump has expressed admiration for a run of dictators, from Putin to Xi Jinping. He is the first major party candidate for whom promotion of a democratic world order—for so long at least notionally the calling of the US—has absolutely no resonance. Not only is he unwilling to criticise Putin, but he seems eager to cut a deal with him early on in his administration; the sanctions imposed by the US and Europe in response to Russia’s meddling in Ukraine and annexation of Crimea would be the first casualties of such an encounter.

Unlike Reagan, who restored a strong US leadership position in the world after Jimmy Carter’s post-Vietnam retreat, Trump may well accelerate the trends already begun under Obama for a significantly reduced American role in the world. This is why a character like Julian Assange, the founder of Wikileaks, was so eager to help him and hurt Clinton. In sum, even if his election was in part a response to America’s sense of decline in the world, the consequences could be to redouble it.

The book on Trump is still not written. We must to await the coming months to see which man, the deal-maker or the extremist, comes to the fore. But Trump’s victory also represents the latest stage in a global shift toward populist nationalism, a pattern whose meaning is starting to become frighteningly clear.

That trend encompasses Brexit and the rise of right-wing anti-EU, anti-immigrant parties across Europe. In some sense, these developments—like Trump—are a delayed popular reaction to globalisation, and the economic and cultural dislocations that it has wrought in the name of a freedom that doesn’t stop at the border. The “democratic” part of liberal democracy is, in other words, now rising up and taking revenge on the “liberal” part. If this trend continues elsewhere in the world we will be in for a very rough time of competing and angry nationalisms.